xs
xsm
sm
md
lg

จับ 4 รัสเซียโยงอสังหาริมทรัพย์พัทยามูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศูนย์ข่าว​ศรี​ราชา​-เผยผลปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าวเฟส4 ชลบุรี จับ 4 รัสเซียโยงอสังหาริมทรัพย์ค่ากว่า 5,000 ล้านบาทในเมืองพัทยา

จาก​กรณีที่​ชุดปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สนธิกำลังร่วม ตำรวจภูธร ฝ่ายปกครอง สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และสำนักงานที่ดินจังหวัด เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 4” ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ตรวจ 41 จุดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ( 17 ก.ค.)​ ซึ่งมีทั้งบริษัทและโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ อันอาจเป็นการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและการถือครองที่ดินนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.30 น. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ ณ ห้อง 401 ว่าปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อปราบปรามการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นหรือถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ

โดยมี ตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ฝ่ายปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานที่ดิน กรมสรรพากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมปฏิบัติการ


ซึ่งในส่วนของจังหวัดชลบุรี การสืบสวนเริ่มต้นหลังจังหวัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเมื่อเดือนเมษายน 2569 โดยบูรณาการข้อมูลจากฝ่ายปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานที่ดิน สรรพากร ตำรวจภูธร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยว

และจากการตรวจสอบพบว่า จ.ชลบุรี มีข้อมูลพบว่ามีนิติบุคคลจดทะเบียนกว่า 76,343 บริษัท ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นประมาณ 28,463 บริษัท และมีบริษัทที่อยู่ในข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติม 14,264 บริษัท ก่อนคัดกรองเป้าหมายที่มีพฤติการณ์ชัดเจนในเบื้องต้น 435 บริษัท

ปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับเป้าหมาย 33 บริษัท แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบริษัทที่เข้าข่ายใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ 19 บริษัท รวม 19 คดี เกี่ยวข้องกับที่ดิน 16 แปลง เนื้อที่กว่า 5 ไร่ และกลุ่มบริษัทที่มีสัดส่วนการถือครองหรือควบคุมโดยชาวต่างชาติไม่เป็นไปตามกฎหมายอีก 14 บริษัท รวม 14 คดี เกี่ยวข้องกับที่ดิน 16 แปลง เนื้อที่กว่า 4 ไร่

เจ้าหน้าที่จึงออกหมายค้นรวม 41 หมาย หมายจับ 4 หมาย และออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องหลายสิบราย มีผู้ตกเป็นผู้ต้องหารวม 54 คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลายสัญชาติ โดยประเมินมูลค่าทรัพย์สินและที่ดินที่เกี่ยวข้องในคดีรวมประมาณ 235.2 ล้านบาท


และหนึ่งในคดีสำคัญเกิดขึ้นใน อ.บ้านบึง หลังพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือครองที่ดินแทนกลุ่มทุนจีน จำนวน 5 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 268 ไร่ 144 ตารางวา มูลค่าประมาณ 346 ล้านบาท เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

โดยได้จับกุมหญิงชาวจีน อายุ 43 ปี หลังพบพฤติการณ์ประชาสัมพันธ์และเป็นนายหน้าซื้อขายหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยตรวจพบเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินและการติดต่อสำนักงานที่ดิน จึงดำเนินคดีในข้อหาเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้นบริษัทในพื้นที่ จ.ชลบุรี ตามหมายค้นศาล ตรวจยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์บันทึกข้อมูล และเอกสารสำคัญ เพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงกับการให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ และการประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว


นอกจากนี้ ยังตรวจสอบกลุ่มโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่พัทยา จำนวน 6 โครงการ รวมบ้านพักประมาณ 775 หลัง พบว่ามีนิติบุคคลถือครอง 495 บริษัท ในจำนวนนี้เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ 435 บริษัท เจ้าหน้าที่จึงคัดกรองบริษัทที่เข้าข่ายกระทำผิดอย่างชัดเจนและดำเนินคดีในชุดแรก 33 บริษัท

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวอีกว่าเจ้าหน้าที่พบเครือข่ายขนาดใหญ่บางกลุ่มจัดตั้งบริษัทจำนวนมาก โดยบุคคลเพียงไม่กี่รายมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทหลายร้อยแห่ง เช่น กลุ่มหนึ่งมีบุคคล 3 รายเกี่ยวข้องกับบริษัทถึง 328 แห่ง อีกกลุ่มมีบุคคล 2 รายเกี่ยวข้องกับบริษัท 172 แห่ง และอีกกลุ่มมีบุคคล 3 รายเกี่ยวข้องกับบริษัทประมาณ 70 แห่ง ซึ่งเป็นลักษณะที่ต้องตรวจสอบว่าเป็นการจัดตั้งบริษัทไว้รองรับนักลงทุนต่างชาติหรือไม่

" ยืนยันว่า ภาครัฐยังคงยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ผู้ลงทุนต้องดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การถือหุ้นของคนไทยต้องเป็นการร่วมลงทุนและประกอบธุรกิจจริง ไม่ใช่นำชื่อบุคคลมาใช้ถือหุ้นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย"

พร้อมเตือนบริษัทกฎหมาย สำนักงานบัญชี และผู้รับจดทะเบียนนิติบุคคล ไม่ให้แนะนำหรือจัดโครงสร้างธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย หากพบหลักฐานว่ามีส่วนช่วยเหลือหรือสนับสนุนการกระทำผิด เจ้าหน้าที่จะขยายผลดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด


ด้าน นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่าจังหวัดได้ตั้งคณะทำงานปราบปรามนอมินีต่างชาติ และคณะทำงานตรวจสอบการถือครองที่ดินของบุคคลต่างด้าว โดยดำเนินการต่อเนื่องในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา จากการตรวจสอบบริษัทที่ถือครองที่ดินหลายพันแห่ง พบประมาณ 350 บริษัท

เข้าข่ายมีชาวต่างชาติถือครองที่ดินอย่างชัดเจน เกี่ยวข้องกับที่ดินประมาณ 549 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 1,100 ไร่ ประเมินมูลค่าขั้นต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท ซึ่งจะต้องตรวจสอบรายละเอียดและองค์ประกอบความผิดเป็นรายกรณีต่อไป

ทั้งนี้ จังหวัดชลบุรี เตรียมเพิ่มมาตรการตรวจสอบการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร การประกอบกิจการโรงแรม และการขออนุญาตอื่นที่ต้องใช้เอกสารสิทธิในที่ดิน โดยเฉพาะบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นหรือมีพฤติการณ์เสี่ยง เพื่อป้องกันการถือครองที่ดินแทนบุคคลต่างด้าว พร้อมบูรณาการตรวจสอบกฎหมายอาคาร โรงแรม ภาษี และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง