ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ ลูกเทพคะนอง “แนน บุณย์ธิดา”แซะพรรคเก่า “ดีแต่พูด” โดนฟาดกลับ “พูดแล้วทำ..แต่ล้มเหลว”
ช่วงนี้รัฐมนตรี “ลูกเทพ” หรือ ทายาทตระกูลดังในรัฐบาลชุดนี้ ดูคึกคะนองเป็นพิเศษ
วันก่อน “พลพีร์ สุวรรณฉวี” รมช.มหาดไทย เพิ่งเคลมผลงานตัดค่าไฟแฝง-ปราบโกงสอบท้องถิ่น ว่าเป็นผลงานโบแดงของบรรดา “รมต.ลูกเทพ” ที่ถูกสบประมาทโดยที่ไม่แสลงใจสักนิดว่าเป็นผลงานที่แท้จริงหรือ ?
มาวันนี้ถึงคิวของ “แนน บุณย์ธิดา สมชัย” รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ศิษย์เก่าค่ายแม่พระธรณีบีบมวยผม ที่พอได้สวมหัวโขนใหม่ในฐานะสมาชิก “แก๊งลูกเทพ” ก็หันกลับมาแซะด้วยวาทกรรม “ดีแต่พูด” ใส่บ้านเก่า
งานนี้เล่นเอาคนในบ้านพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ทนฟังนิ่งๆ ส่งรองโฆษกหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับแก๊งลูกเทพ “พศิน ปิตุเตชะ” ออกมาฟาดกลับ “แนน บุณย์ธิดา” ด้วยเคล็ดวิชา “มีดโกนอาบน้ำผึ้ง” ตามตำรับปชป. เริ่มจากพุทธสุภาษิตว่า สจฺจํ เว อมตา วาจา – ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย พร้อมฝากข้อคิดเตือนสติศิษย์เก่าว่า...ย้ายพรรคไปเพื่อตำแหน่ง เข้าใจได้ แต่วุฒิภาวะ น่ะมีไหม? เลิกเหยียบย่ำบ้านหลังเก่าเพื่อเลีย... เอ๊ย! เพื่อเอาใจเจ้านายใหม่ได้แล้ว!
“พศิน”ยังขยี้ต่อ จะสาดโคลนพรรคเก่าแต่ดันลืมไปว่า กระทรวงดีอี ที่ตัวเองนั่งชื่นชมผลงาน 3 เดือนอยู่นั้น จุดเริ่มต้นและกฎหมายจัดตั้ง ก็มาจากสมองและมือของคนประชาธิปัตย์ ทั้งนั้น
นอกจากนี้วาทกรรม “ดีแต่พูด” ถ้าย้อนไปดู “ผลงานทำจริง” ระดับเมกะโปรเจ็กต์ประชาธิปัตย์ก็ทำไว้พอสมควรในทางกลับกัน วาทกรรม “พูดแล้วทำ” ของพรรคภูมิใจไทย ต้นสังกัดใหม่ของลูกเทพสาวแนน-บุณย์ธิดา พูดแล้วทำจริง.. แต่ ทำแล้วล้มเหลว-ทิ้งขยะชิ้นใหญ่ให้ประเทศเสียละไม่ว่า
ว่าแล้วก็ยกตัวอย่างนโยบาย “กัญชาเสรี” ที่ครั้งหนึ่งกลุ่มการเมืองเคยพูดไว้ในอดีต ทำนองว่า “พี่น้องนำมาพี้สูบกันเองก็ยังได้ครับ” ซึ่ง “พูดแล้วทำ” แต่ทำแล้วล้มเหลว ผิดพลาดน่าอนาถใจ สังคมต้องตามล้างตามเช็ดกับนโยบายที่เกิดจากคำพูดพล่อยๆ แบบนี้หลายเรื่อง เป็นตราบาปที่กลุ่มการเมืองดังกล่าวไม่กล้าพูดถึงในเวลานี้
วกกลับมาที่ “รมต.ลูกเทพ” การทำงานแค่ 2-3 เดือน แล้วรีบวิ่งมาหน้ากล้อง เคลมผลงานสร้างภาพดูไปช่างหน่อมแน้ม บทพิสูจน์ที่แท้จริงของการเป็นนักการเมืองที่มี “วุฒิภาวะ” คือการสร้างผลงานโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ ที่อยู่ข้ามทศวรรษ ไม่ใช่เข้ามาแค่สร้างหนี้ข้ามทศวรรษ ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังตามชดใช้
สุดท้ายสังคมเขาไม่ได้ตัดสินคนจาก "ชาติกำเนิด" หรือคำว่า "ลูกเทพ-ลูกใคร" แต่อยู่ที่ผลงาน วิธีการทำงาน และความซื่อสัตย์ ต่างหาก ถ้าย้ายพรรคแล้วมุ่งหน้าทำงานโชว์ฝีมือเงียบๆ สังคมเขาอาจจะชื่นชม...
แต่ถ้าย้ายไปแล้วหันมาเหยียบย่ำเพื่อนเก่า ด้อยค่าบ้านเกิด เพื่อให้เจ้านายใหม่ตบมือชอบใจ... อันนี้เขาไม่ได้เรียกฝีมือเทพหรอกนะ..จะบอกให้!
++ “ประธานซาเล้ง” จะส่งเรื่อง ป.ป.ช.ยกคำร้อง “คดีศักดิ์สยาม” ให้ศาลฎีกา กี่โมง?!
ช่วงนี้ เป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภา “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ เลยถือโอกาส แถลงผลงานในรอบ122 วัน ที่มานั่งในตำแหน่งนี้ ว่าได้พลิกโฉมของสภาฯ แก้ปัญหาของประชาชน โดยผ่านร่างกฎหมายไปได้ 14 ฉบับ ถือว่ามากที่สุดในรอบ10 ปี การตอบกระทู้ของรัฐมนตรี ก็มาตอบมากที่สุดถึง 33 กระทู้ สภาไม่มีล่ม ไม่มีป่วนนับองค์ประชุม ไม่มีวอล์กเอาต์ เหมือนเมื่อก่อน
ใครที่ว่าสภาชุดนี้ ไม่มีผลงานถือ ว่าวิจารณ์ด้วยอคติ!
ส่วนที่ว่านายกฯ และรัฐมนตรี ตอนมีประเด็นร้อนๆ ฉาวๆ ที่สังคมให้ความสนใจ มักหนีกระทู้ ไม่มาตอบ หรือให้คนอื่นมาตอบแทนนั้น “ทั่นประธานโสภณ” บอกว่า ข้อบังคับเขียนไว้ ให้มอบหมายคนอื่นมาตอบแทนได้ ไม่ผิดแต่อย่างใด
ยังมีกิจกรรม ที่ริเริมในสมัยตนเอง เพื่อพัฒนาบุคลากร อย่างเช่น การเคารพธงชาติ การปลูกฝังประชาธิปไตย เต้นแอโรบิค กิจกรรมปฏิบัติธรรม สวดมนต์ ... เพราะถ้ายืนเคารพธงชาติ เพียง 1 นาที ยังทำไม่ได้ ก็ถือว่าไม่รักชาติจริง
“สัปปายะสภาสถาน” ต้องเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยว ศึกษาดูงาน บ่มเพาะประชาธิปไตย
สำหรับเสียงวิพากวิจารณ์จากฝ่ายค้านที่ว่าประธานฯ ทำหน้าที่ควบคุมการประชุมสภา แบบไม่เป็นกลางนั้น “โสภณ” บอกว่า ตนเองอยู่สภามาตั้งแต่ปี 2544 สมัยก่อนเรื่องจะจบในห้องประชุม แต่หลังๆ จบที่การแถลงข่าว ตนจึงยึดข้อบังคับ คนที่ชอบก็บอกเป็นกลาง คนไม่ชอบ ก็บอกว่าไม่เป็นกลาง
“ผมจึงไม่จำเป็นต้องบอกว่าเป็นกลางหรือไม่ แต่ผมยึดข้อบังคับ”
ได้เห็นได้ฟัง ทั่นประธานฯ อวดอวดอ้างผลงานแล้ว ฝ่ายค้านโดยเฉพาะจากพรรคประชาชน ก็ให้รู้สึกคันปาก อดไม่ได้ที่จะออกมาตอบโต้
อย่างเช่น “ภัณฑิล น่วมเจิม” สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาแย้งเรื่อง122 วัน ผ่านกฎหมาย14 ฉบับ มากที่สุดในรอบ10 ปีนั้น ไม่ได้เป็นร่างกฎหมายของสภาชุดนี้ แต่เป็นร่างกฎหมายของสภาชุดที่แล้ว ที่รัฐบาลส่งกลับมายืนยัน เป็นผลงานการกดปุ่มเห็นชอบของ สส. ไม่ใช่ผลงานของทั่นประธานฯ
ถ้าประธานฯ จะอวดเรื่องความขยัน ก็ควรจะนัดประชุมสภาเพิ่มในวันศุกร์ เพื่อพิจารณาญัตติ หรือรายงานที่ค้างการพิจารณา แต่ก็ไม่ทำ อย่างนี้ถือว่าไม่ขยันจริง
ขณะที่ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หยิบเอาเรื่องที่พรรคฝ่ายค้าน และสว.บางส่วน ได้ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อกล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณี ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม โดยประธานรัฐสภายังไม่ได้ส่งคำร้องต่อไปที่ศาลฎีกา เพื่อให้มีการตั้งคณะไต่สวนอิสระ และมีท่าทีจะดองเค็ม
เรื่องนี้ “โสภณ” บอกว่า กฎหมายให้ประธานฯ ใช้ดุลยพินิจ ไม่ใช่เป็นบุรุษไปรษณีย์ แต่ยอมรับว่าตนเองไม่มีความรอบรู้ด้านกฎหมายมากพอ จึงใช้วิธีตั้งกรรมการเพื่อกลั่นกรอง และเสนอแนะว่าประธานฯ ควรจะส่งคำร้องต่อไปที่ศาลฎีกา หรือปัดตกคำร้อง
กรรมการชุดนี้ ตั้งไปเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา ประกอบด้วยบุคคลภายนอก ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และมีคนในวงงานรัฐสภา 2 คน ยอมรับว่า กระบวนการนี้ คงต้องใช้เวลาพอสมควร หากทำเร็วก็เร็ว ไม่ได้ยื้อ
ส่วนเวลากว่า 40 วันก่อนหน้านี้ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อ ของผู้ที่ยื่นเรื่องมา ว่าถูกต้องตามข้อกำหนดหรือไม่
ขณะที่ “พริษฐ์” มองว่า การตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองชุดนี้ เป็นความพยายามในการซื้อเวลา เพื่อให้เรื่องไปถึงศาลช้าที่สุด เพราะนับจากยื่นค้ำร้องมาถึงวันนี้ ผ่านไปกว่า 40 วันแล้ว ยังเพิ่งอยู่ในขั้นตั้งคณะกรรมการ แถมไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้เลยว่า จะต้องสรุปต่อประธานฯ ภายในกี่วัน
การตั้งคณะกรรมการฯ ชุดนี้ ยังเป็นความพยายามในการฟอกขาว หรือตัดตอนการตรวจสอบให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล เพราะคณะกรรมการฯ ประกอบไปด้วยคนนอกเป็นหลัก ประธานสภาฯ เป็นคนไปทาบทามเอง แต่อุบเงียบ ไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อให้สังคมได้รับรู้ว่ามีใครบ้าง มีความเหมาะสม มีความเชี่ยวชาญ มีความเป็นกลางทางการเมือง หรือไม่
ดังนั้น จึงถือว่าคณะกรรมการชุดนี้ ตั้งมาเพื่อซื้อเวลา หรือฟอกขาว ตัดตอนการตรวจสอบ ซึ่งจะเป็นไปตามที่ว่านี้หรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

