เห็นท่าที นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในเวลานี้ต่อกรณีทุจริตการสอบเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ต่างจากอาการร้อนรน หรือพยายามสลัด “เผือกร้อน” ให้ออกไปให้พ้นตัวเองให้มากที่สุด ขณะเดียวกันยิ่งพยายามสลัดออกไปมากเท่าไหร่อีกด้านหนึ่งมันก็ไม่ต่างจากการประจานความล้มเหลวในฐานะผู้บริหารสูงสุดในหน่วยงานที่นั่งอยู่บนความ “เน่าเฟะ”มาช้านาน
ขณะเดียวกันได้เห็นการประกาศด้วยท่าทีขึงขังให้จัดการสอบสวนเอาผิดกับใครก็ตามโดยไม่ละเว้น ไม่ว่าจะสาวไปถึงใคร ไม่ว่าจะเป็นระดับ “แกนนำในพรรคภูมิใจไทย” ก็ไม่ต้องละเว้น รวมไปถึงสั่งให้ตรวจสอบการแต่งตั้งทีมงานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีของพรรคให้เข้มข้น หลังจากพบว่ามีรายชื่อติดอยู่ในกลุ่มผู้ต้องหา โดยยังพบว่ามีการแจกตำแหน่งกันจนล้น แต่คำถามก็คือทำไมเพิ่งจะมาเข้มงวดเอาตอนนี้ เป็นเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาแล้ว ถึงได้ “เพิ่งตื่น” และทำขึงขังเพื่อลดกระแส ปัดให้พ้นตัวหรือเปล่า
ล่าสุดระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับฝ่ายตำรวจเกี่ยวกับสอบสวนจับกุมดำเนินคดีผู้ต้องหา เขายังอ้างว่าได้เคยทักท้วงเรื่องการ“สอบท้องถิ่น” เอาไว้ก่อน แต่ไม่มีใครฟัง รวมทั้งหลังจากนั้นก็ยังระบุอีกว่ามีการตั้งคณะกรรมการซ้ำซ้อน โดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ เพราะตัวเองมีเพียงเสียงเดียว เมื่อมีการโหวตก็แพ้อะไรประมาณนั้น
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายอนุทิน ตรวจเยี่ยมกองบังคับการกองปราบปรามและติดตามความคืบหน้ากรณีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ให้การต้อนรับ และเข้าร่วมประชุมด้วย
โดยนายกฯ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมาก็ไม่ได้มีความสบายใจ เพราะมันเป็นเรื่องภายในกำกับดูแลของรัฐบาล ถ้าไม่ได้ไม่ได้รับความร่วมมืออันดีจากทุกท่าน ก็จะทำให้ความเคลือบแคลงใจของพี่น้องประชาชน ตลอดจนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อคดีนี้ เป็นที่สงสัย
แต่ท่านทั้งหลายทำให้ทุกอย่างเกิดความกระจ่าง ทำให้เห็นเครือข่ายว่าหลายคนมีส่วนร่วมอยู่ในวงจรอุบาทว์ มีเครือข่ายเชื่อมโยงกัน ขอให้มีความมั่นใจในระบบการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและมั่นใจในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะไม่มีการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกหรือไปเบียดบังคดีความต่างๆไม่ได้เป็นอันขาดและยิ่งกรณีนี้อุกอาจมาก ทุจริตตั้งแต่การสอบรับข้าราชการ
“ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าจะไม่มีการบิดเบือนคดีเป็นอื่นเป็นอันขาด ไม่มีมวยล้มต้มคนดู ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงตามหลักฐานที่กำลังสืบหาอยู่ คดีนี้ไม่มีบรรเทา ไม่มีการยืดหยุ่น ทุกอย่างจะต้องถูกดำเนินการไปตามหลักกฏหมายอย่างเคร่งครัดและไม่มีกฎหมายใดๆหรือกฎเกณฑ์ใดๆที่จะต้องไปตอบแทนหรือเกรงกลัวใดๆหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้”
ดังนั้นเชื่อว่าสิ่งที่ท่านได้เห็นมาโดยตลอดตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมาในกรณีนี้ทุกอย่างต้องถูกดำเนินการด้วยความรวดเร็ว เคยมีตำแหน่งราชการใดๆก็ตาม การดำเนินคดีมีคำสั่งทางวินัยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปหลายคน แต่เรายังไม่สามารถพูดได้ว่าใครผิด ใครถูก เพราะกว่าจะถึงจุดนั้น ทุกอย่างจะต้องผ่านกระบวนการสอบสวนและยืนยันหลักฐานให้ชัดเจน
“ถ้าผมสั่งได้ก็สั่งไปแล้วอยู่แนวหน้ารมว.มหาดไทยป่านนี้ผลสอบครั้งนี้มันก็ไม่เกิดแล้ว แต่มันจะต้องผ่านคณะกรรมการ ก. กลาง ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ผมได้ให้แนวทางตั้งแต่ทราบเรื่องว่าให้ชะลอ อย่าเพิ่งเรียกไปรายงานตัว ซึ่งในสัปดาห์หน้าถ้าวันนี้ กสถ. มีมติเรียบร้อยว่าพบการกระทำที่ผิดกฎหมาย พบการบิดเบือนผลการสอบต่างๆเราก็ต้องรายงานคณะกรรมการก กลาง ซึ่งผมถามเขาแล้วว่าใครจะรับผิดชอบ เพราะบอกแล้วไม่ให้บรรจุแล้วยังไปบรรจุ ขนาดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)ออกหนังสือไม่ให้บรรจุให้ชะลอ แต่ก็ยังบรรจุต่อไป”
เมื่อถามว่า ในส่วนที่ทักท้วงไปแล้ว นายกฯมีอำนาจในการปกครอง ทำไมไม่ออกคำสั่งให้มีการถอน นายกฯกล่าวว่า “ถามแบบนี้แสดงว่าคุณไม่เข้าใจกฎหมาย มันไม่ได้มีอำนาจ ถ้ามีอำนาจก็เรียบร้อยไปแล้ว ไม่ใช่แค่ทักแต่ตนบอกแล้วว่าให้ชะลอ แต่ต้องใช้มติของคณะกรรมการ ก.กลาง กฎหมายเขียนไว้ตนก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนร่าง
เราก็ต้องมานั่งดูด้วย ว่าทำไมกฎหมายถึงออกมาเช่นนี้ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2-3 ชั้น รมว. มหาดไทยคือประธานกรรมการแค่ชุดเดียว คือชุดกลาง ถ้าจะโหวตก็มีแค่เสียงเดียว ในกระทรวงมหาดไทยน่าจะมีไม่เกิน 3 เสียง คือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่เหลือเป็น กรรมการจากหน่วยงานอื่นๆ ใช้อำนาจไม่ได้ ถ้าใช้อำนาจได้ก็ไม่ต้องมารบกวนผบ.ตร.
การแถลงของ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เกิดขึ้นได้เน้นหลายครั้งว่า ตัวเอง “ไม่มีอำนาจ” หรือไม่มีอำนาจในการโต้แย้ง และยังแพ้โหวตอีกด้วย พร้อมทั้งโทษการออกกฎหมายที่มีแบบนี้ ทำนองว่าก่อให้เกิดปัญหาจนเกิดความยุ่งยาก
อย่างไรก็ดี หากพิจารณากันในแง่ของการบริหารจัดการ และยิ่งในฐานะผู้บริหารสูงสุดในหน่วยงานนั้นทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี และยังควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหาดไทย การที่พยายามย้ำให้เห็นว่าตัวเอง “ไม่มีอำนาจ” และไม่มีอำนาจในการสั่งการหรือแทรกแซง หากมองในมุมนี้ถือว่า “ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง”
ขณะเดียวกันยังทำให้เหมือนกับว่าเป็นการ “ประจาน” ความสามารถและศักยภาพของคนที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด ทั้งในระดับรัฐบาล และในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แบบล่อนจ้อนอีกด้วย !!

