xs
xsm
sm
md
lg

จับโกงสอบท้องถิ่น เริ่มสาวถึงคนใกล้ชิน ใกล้ชิด'ภูมิใจไทย'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รวบ "ดร.วิน" คดีทุจริตสอบท้องถิ่นครั้งใหญ่ พบประวัติใกล้ชิดรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย สังคมจับตาการขยายผลสาวลึกถึงไอ้โม่งผู้อยู่เบื้องหลัง บทพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมที่สะเทือนวงการเมือง

การจับกุมนายวิน ธนพชรโภคิน หรือ "ดร.วิน" ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะนับเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญของคดีที่สังคมจับตา ก็ได้ เพราะเป็นครั้งแรกที่การสืบสวนเดินมาถึงบุคคลซึ่งถูกมองว่ามีบทบาทสำคัญในเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบ

ด้วยความหวังว่าการสืบสวนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่มีความเข้มข้นมากขึ้น และอาจนำไปสู่การขยายผลถึงบุคคลหรือเครือข่ายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

ความสำคัญของการจับกุมครั้งนี้คือ นายวิน หรือดร.วิน เคยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แม้นายพัฒนาจะยอมรับว่า ดร.วิน เคยร่วมคณะทำงานจริง แต่ยืนยันว่าไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว และย้ำว่าจะไม่มีการแทรกแซงการสอบสวน พร้อมเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่

ความเชื่อมโยงดังกล่าวก็เพียงพอที่จะทำให้คดีนี้ถูกจับตามองในมิติทางการเมืองมากยิ่งขึ้น เพราะทุกความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองย่อมถูกตรวจสอบจากสังคมอย่างเข้มข้น

เมื่อผู้ถูกจับกุมมีความเชื่อมโยงกับบุคคลในแวดวงการเมืองและพรรคภูมิใจไทย ความกดดันจึงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฝ่ายค้านและสังคมย่อมตั้งคำถามถึงระบบการคัดกรองบุคคล รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายทางการเมืองกับบุคคลที่ถูกกล่าวหา

ในทางการเมือง พรรคภูมิใจไทยจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงแรงกระเพื่อมได้ยาก เพราะมีข้อเท็จจริงที่ชี้ว่าพรรคหรือผู้บริหารพรรคมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เป็นผู้บงการโคตรโกงครั้งนี้

ยิ่งผู้ต้องหามีประวัติการทำงานในคณะทำงานของรัฐมนตรี ก็ทำให้เกิดแรงกดดันต่อพรรคทันที เพราะสังคมย่อมคาดหวังว่าบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำงานใกล้ชิดฝ่ายบริหารจะต้องเป็นมือทำงานทำเงินให้กับพรรค

ด้วยเหตุนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า คดีนี้จะไม่มีการช่วยเหลือหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พร้อมกำชับให้รัฐมนตรีทุกคนเพิ่มความเข้มงวดในการคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาปฏิบัติงานในคณะทำงานและตำแหน่งที่ปรึกษา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต

ท่าทีอนุทินสะท้อนว่ารัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และพยายามแสดงจุดยืนว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีข้อยกเว้น

ประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังจับตา คือการสืบสวนว่าจะสามารถขยายผลไปถึงผู้ที่มีบทบาทในการวางแผน ผู้สนับสนุน หรือผู้ได้รับประโยชน์จากการทุจริตได้หรือไม่ เพราะคดีนี้ถูกมองว่าเป็นการทุจริตที่มีไอ้โม่งบิ๊กการเมืองสีน้ำเงิน ชี้นิ้วสั่งการอยู่เบื้องหลัง

ท้ายที่สุด สิ่งที่คดีนี้กำลังพิสูจน์ ไม่ใช่เพียงความผิดของผู้ต้องหา แต่คือมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมไทย ว่าจะสามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคโดยไม่คำนึงถึงสถานะหรือความเชื่อมโยงทางการเมืองได้จริงหรือไม่ เพราะคำตอบของคดีนี้จะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นที่สังคมมีต่อระบบราชการและหลักนิติรัฐของประเทศ