รอยเตอร์ - ฟิลิปปินส์รายงานว่าผู้แทนพิเศษของอาเซียนว่าด้วยกิจการพม่าได้จัดการหารือกับกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์และคณะกรรมการเจรจาต่อรองเพื่อสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติ (NSPNC) ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลพม่า ในความพยายามที่จะยุติสงครามกลางเมือง โดยทั้งสองฝ่ายได้แสดงความเปิดกว้างต่อการเจรจา
การหารือนี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ (13) ที่จ.ชลบุรี ตามการรายงานของสื่อพม่า และเกิดขึ้นหลังจากการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนและรัฐมนตรีต่างประเทศของพม่าหนึ่งวันก่อนหน้านั้น ที่ถือเป็นการเจรจาแบบพบหน้ากันครั้งแรกนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 ที่จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งทั่วประเทศ
ผู้นำพม่าถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมการประชุมระดับสูงของกลุ่มภูมิภาค เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามแผนสันติภาพ “ฉันทมติ 5 ข้อ” ของอาเซียน แต่สมาชิกบางประเทศในกลุ่มหวังว่าการประชุมที่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์จะนำไปสู่ความคืบหน้าได้
แต่ผู้เชี่ยวชาญบางรายกล่าวว่าการกลับไปมีส่วนร่วมกับรัฐบาลพลเรือนเพียงแต่ในนามของพม่าชุดนี้ ซึ่งนำโดยพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย อดีตผู้นำคณะรัฐบาลทหารที่ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี อาจทำให้อำนาจต่อรองของอาเซียนลดลง
เทเรซา ลาซาโร ผู้แทนพิเศษอาเซียนและรัฐมนตรีต่างประเทศของฟิลิปปินส์ได้พบกับตัวแทนของกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ของพม่าบางกลุ่ม และคณะกรรมการ NSPNC คำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ระบุ
“ทุกฝ่ายได้แสดงความเปิดกว้างต่อกระบวนการเจรจาและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาที่สร้างสรรค์” คำแถลงระบุ
กลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่รอยเตอร์ติดต่อปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น
ด้านรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่เป็นรัฐบาลคู่ขนานพลัดถิ่นที่จัดตั้งโดยสมาชิกที่เหลืออยู่ของพรรคของอองซานซูจี ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเธอถูกโค่นล้มในการรัฐประหาร กล่าวว่ากลุ่มไม่ได้รับเชิญและแสดงความกังวลเกี่ยวกับการประชุมดังกล่าว
“เราสงสัยว่าการประชุมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน หรือเป็นเพียงโครงการ 100 วันของรัฐบาลทหารและแผนสันติภาพของพวกเขาเอง” ซิน มา อ่อง รัฐมนตรีต่างประเทศของ NUG กล่าวกับรอยเตอร์
หลังจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนเม.ย. รัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพของพม่าได้ประกาศว่าจะพยายามเจรจาสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายตรงข้ามภายใน 100 วัน
การรัฐประหารปี 2564 นำไปสู่การประท้วงทั่วประเทศต่อต้านการปกครองของทหาร และได้กลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ต่อสู้กันในหลายแนวรบระหว่างทหารและกลุ่มติดอาวุธต่างๆ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตราว 100,000 คน และพลัดถิ่นกว่า 3.6 ล้านคน
พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในเดือนเม.ย. โดยรัฐสภาที่พรรคซึ่งสนับสนุนกองทัพครองเสียงข้างมากหลังจากการเลือกตั้งฝ่ายเดียวเมื่อต้นปี ที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลตะวันตกระบุว่าเป็นการเลือกตั้งที่หลอกลวง.

