ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ สร้างสตอรี่เว่อร์วัง แต่เบื้องหลัง... "กล้องโทน" หนังคนละม้วน! บอกเลยส่อเค้า "งานงอก"!?
“โทน บางแค” หรือ นายโทนทอง สุขแก่น เซียนพระชื่อดังที่กำลังมีประเด็นร้อนฉ่าเรื่องคดี “เช็คเด้ง” กับเจ้าหนี้อย่าง “มาดามเก่ง” จนลุกลามใหญ่โตไปไล่ฟ้อง “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว... จู่ๆ นึกครึ้มอกครึ้มใจอะไรไม่ทราบ ได้โพสต์ข้อความลงโซเชียลในหัวข้อ “หลายคนคิดว่า…มีเงินก็ทำได้ทุกอย่าง”
เนื้อหาข้างในบอกเลยว่า... อวยตัวเองฉ่ำ! ร่ายยาวถึงความสำเร็จในการทำ "กล้องส่องพระ" มาขายให้แฟนคลับ และคนทั่วไป โดยใจความที่เจ้าตัวโพสต์ แฝงปรัชญาชีวิต และการร่วมงานกับบริษัทระดับโลกไว้หรูหราหมาเห่า ทำนองว่า...
"โปรเจกต์นี้…ผมใช้เวลากว่า 3 ปี ต้องพิสูจน์ตัวเอง สร้างความน่าเชื่อถือ ดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีเอกสารสัญญาถูกต้อง...สิ่งที่ทำให้ผมกล้าพูด เพราะผมบินไปเยอรมนี ไปเห็นสายการผลิตด้วยตาตัวเอง จึงเข้าใจว่าทำไมบริษัทระดับโลกเขาถึงให้ความสำคัญกับ 'ความน่าเชื่อถือ' มากกว่าตัวเงิน... สุดท้ายฝากไว้ให้คิด อย่าคิดว่าความสำเร็จใช้เงินซื้อได้ เพราะบางความสำเร็จ ต้องใช้เวลา ความจริงใจ และความน่าเชื่อถือเป็นต้นทุนครับ"
— (ลงชื่อ โทน บางแค FC 8/7/2569)
แหม... อ่านเพลินๆ ดูหล่อละมุนตาดี แต่ขอโทษที...สายสืบรายงานมาว่า เบื้องหลังเรื่องนี้มันเป็นหนังคนละม้วน!
เริ่มจากฉากหน้าโปรเจกต์ร้อยล้าน แต่ทุนคนอื่น!
ความจริงที่สังคมเริ่มรู้กันก่อนหน้านี้คือ โปรเจกต์กล้องส่องพระสุดพิเศษนี้ โทน ไม่ได้ควักกระเป๋าตัวเองสักบาท แต่เป็นเงินที่ไปดีลจาก “มาดามเก่ง” มาถึง 100 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งนี่ก็คือหนึ่งในชนวนเหตุของข้อพิพาท “มีหนี้แต่ไม่ยอมใช้”
งานนี้บอกเลยว่า โทนส่อแวว “งานงอก” ชุดใหญ่ เพราะนอกจากจะโดน "มาดามเก่ง" แจ้งจับคดีฉ้อโกงที่กองปราบฯ แล้ว สตอรี่กล้องส่องพระที่เอามาอวดอ้างโชว์พาวอยู่นี้ อาจจะกลายเป็นตั๋วเที่ยวบินตรงเข้าคุกในข้อกล่าวหา “ฉ้อโกงประชาชน” อีกด้วย!
ต่อมา สตอรี่คอลแล็บระดับโลก... ที่โลกไม่รู้เรื่องด้วย!
กล้องส่องพระเจ้าปัญหาที่ว่านี้ คือยี่ห้อ "ไซส์ (Zeiss)" รุ่น บลูมารีน (Blue Marine) ซึ่งโทนสร้างสตอรี่ไว้เว่อร์วังอลังการว่า เป็นการ "คอลแล็บ (Collaboration)" ร่วมกันระหว่างเขากับบริษัท Zeiss จากเยอรมนี ผู้ผลิตเลนส์ระดับตำนานของโลก ในวาระที่บริษัทครบรอบ 175 ปีพอดี
แต่ความจริงคือ...โกหกทั้งเพ!
เพราะการจะดีลตรงกับบริษัทระดับโลกอย่างไซส์ ไม่ให้ติดต่อตรง เขาย่อมมีกติกาโดยในประเทศไทยมีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการอยู่แล้ว คือ บริษัท Marvel Thailand (รวมถึงที่สิงคโปร์) ลำพังตัวโทนเอง ไม่มีปัญญาหรือช่องทางที่จะไปดีลตรงกับ Zeiss ที่เยอรมนีได้แน่ จึงต้องเดินเข้าหา Marvel Thailand เพื่อสั่งทำกล้อง รุ่นบลูมารีน นี้
ตอนไปสั่ง โทนแจ้งยอดผลิตไว้ที่ 3,175 ตัว ตกลงราคากันที่ 2,450 บาทต่อตัว เท่านั้น แถมตอนดีล ก็ไม่ได้บอก Marvel Thailand เลยสักคำว่า แอบวางแผนการตลาดไว้ว่าจะเอาชื่อ Zeiss ไปเคลมว่าร่วมมือกันสร้างรุ่นพิเศษ ทาง Marvel Thailand ก็คิดว่าเป็นออเดอร์รับจ้างผลิตทั่วไป จึงส่งคำสั่งซื้อไปโรงงานที่เยอรมนี ตามปกติ
ต่อมาความแตก! เรื่องมาโป๊ะแตกตอนที่ “โทน บางแค” เริ่มทำการตลาดแบบสไตล์ "ไม่แคร์" ปั่นราคาตัวเองและตัวกล้องจนเกินเบอร์ แอบอ้างว่าเป็นการคอลแล็บ และประกาศโครมๆ ว่า "ผมเป็นเจ้าเดียวในไทยที่ Zeiss อนุญาตให้ทำ เป็นรุ่น Limited Edition ครบรอบ 175 ปี!"
พอเรื่องเข้าหู บริษัท Zeiss ที่เยอรมนี ประกอบกับมีการเปลี่ยนชุดผู้บริหารพอดี ทางเยอรมนีถึงกับสะดุ้ง สั่งการตรงถึง Marvel Thailand ให้หยุดและฉีกสัญญากับ “โทน บางแค” ทันที พร้อมสั่งระงับการผลิตกลางคัน จากยอดทั้งหมดทำให้เหลือกล้องที่ยังไม่ได้ส่งมอบอีก 180 ตัวสุดท้าย
นอกจากเรื่องสตอรี่การตลาดแบบไม่บางแค แล้ว "คุณภาพเลนส์" ที่ โทนโฆษณาฟุ้งว่าใช้เลนส์เทคโนโลยีพิเศษ โฟกัสไว แม่นยำเหนือชั้น แต่ความจริงไส้ในมันคือเลนส์ตัวเดียวกับรุ่น D40 ที่ขายทั่วไปในตลาดเมืองไทยราคาแค่ 2,000 กว่าบาท
นี่ยังไม่นับรวมเรื่องที่โทนสั่งทำแค่ตัวกล้อง ส่วน "กล่องและใบรับประกัน" แอบมาพิมพ์เองในไทย โดยที่ Zeiss ไม่รู้เรื่องด้วยเลย
สรุปตัวเลข ต้นทุนสั่งผลิต : 2,450 บาท ราคาเปิดตัว : 15,000 บาท
ราคาปั่นในตลาดพระ ที่อ้างว่าเป็นรุ่น Limited Edition พุ่งไปถึง 20,000 - 30,000 บาท
พอโดน Zeiss ตัดหางปล่อยวัด ลอยแพกล้อง 180 ตัวสุดท้าย “โทน บางแค” ก็ออกฤทธิ์ตามสไตล์ อาละวาดฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจาก Marvel Thailand แต่แทนที่จะเรียกตามราคาทุน 2,450 บาท เจ้าตัวกลับหน้ามืดจะเคลมเงินตามราคาที่ตัวเองปั่นคือ ตัวละ 20,000 บาท
ฝั่ง Zeiss ยืนยันคำเดิม คือ คืนเงินให้เท่าที่สั่งทำ เรื่องนี้ทำเอา Marvel Thailand ต้องหอบหลักฐานไปร้องเรียนกับตำรวจ ว่าเซียนพระรายนี้เรียกร้องค่าเสียหายแบบเอาแต่ได้
ส่วนภาพถ่ายสุดเท่ ที่โพสต์โชว์ว่าไปเยอรมนี ไปพบปะผู้บริหารระดับโลก พุทโธ่! มีคนรู้ดูออกว่า ความจริง คือ โทน ก็แค่เดินไปถ่ายรูปหน้าตึกบริษัท ซึ่งตรงนั้นเป็นโชว์รูมแสดงประวัติสินค้าที่เปิดให้ "บุคคลทั่วไป" เข้าชมและถ่ายรูปได้ฟรี! แต่ดันเอาภาพมาเคลมว่า ได้เข้าพบผู้บริหารเพื่ออัปความน่าเชื่อว่า เขาได้รับความเชื่อถือจากบริษัทระดับโลก
พฤติกรรมของ “โทน บางแค” จึงไม่ใช่แค่การหลอกเงิน 100 ล้านจาก "มาดามเก่ง" ซึ่งตอนแรกโทนสัญญาว่าจะให้กล้องบลูมารีน ราคาพิเศษตัวละ 3,000 บาท จำนวน 500 ตัวไปขายทำกำไร แต่สุดท้ายมาดามเก่ง ไม่ได้กล้องเลยแม้แต่ตัวเดียว แต่เข้าข่ายหลอกลวงคนทั้งวงการหรือไม่ ก็น่าคิด!?
นี่คือโปรเจกต์ที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ว่าตำรวจจะพิจารณาอย่างไร หลักฐานทั้งหมด ทั้งใบรับประกันทำเอง คลิปไลฟ์สด อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงก็เป็นโทนทิ้งรอยเท้าเอาไว้หมดแล้วในสื่อโซเชียล ตัวเองนั่นละ
ถ้างานงอกเจอคดี "ฉ้อโกงประชาชน" และ การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์...บอกเลยว่า เรื่องใหญ่ และยอมความไม่ได้ด้วย..งานนี้ โทน ต้องไลฟ์เรียกความเห็นใจยังไงดีละทีนี้
++ “เสรีพิศุทธ์” เปิดที่มา ฉายา “ยี่ห้อยร้อยยี่สิบ”
คงจำกันได้ เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้บุกไปที่หน้าบ้านของ “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย เพื่อติดตามเรื่องที่ดินเขากระโดง แต่ “เนวิน” ไม่อยู่บ้าน
จากนั้นก็เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ แจ้งความดำเนินคดี “เนวิน-กรุณา ชิดชอบ และผู้เกี่ยวข้อง” ที่บุกรุกยึดครองที่ดินเขากระโดงของการรถไฟ พร้อมนำหลักฐานให้พนักงานสอบสวนรับไว้ดำเนินการ
หลังแจ้งความแล้ว “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ยังได้ให้สัมภาษณ์สื่อหลายครั้ง ยืนยันว่าที่ดินเขากระโดง เป็นที่ดินของการรถไฟ การครอบครองของ “เนวินและครอบครัว” ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แถมท้าให้ “เนวิน” ฟ้องการรถไฟ ถ้ามั่นใจว่าตัวเองมีสิทธิ์ครอบครองอย่างถูกต้อง พร้อมระบุว่า การสร้างสนามฟุตบอล และสนามแข่งรถ มีการถมคลอง ปิดถนนสาธาณะ ถือว่ามีความผิดชัดเจน
ถึงวันนี้ “เนวิน” ได้ฟ้องกลับที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ หมายศาลมาถึงมือ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์”แล้ว โดยฟ้องในข้อหา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ...ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง วันที่ 17 ส.ค.69
เมื่อ“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ได้รับหมายศาล ก็ไม่ได้ตกอกตกใจอะไร เพราะลึกๆแล้ว ที่“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” เปิดเกม ก็เพราะต้องการให้เรื่องนี้ขึ้นสู่ศาล จะได้ใช้เป็นโอกาสขอให้ศาลเรียกเอกสารสิทธิ์ที่ดินของ “เนวินและครอบครัว” เอกสารบริษัทที่เกี่ยวข้อง หลักฐานการก่อสร้าง รวมถึงภาพถ่ายทางอากาศ
เพื่อมาพิสูจน์กันในศาลว่า การครอบครองที่ดิน การก่อสร้างสนามฟุตบอล สนามแข่งรถ รวมถึงเรื่องปิดถนน ถมคลองสาธารณะ นั้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่!
“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ยังถือโอกาสเล่าความหลังเมื่อ 30 ปี ที่แล้ว ที่ยังรับราชการตำรวจว่า ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2538 ได้จับกุมหัวคะแนนของ “เนวิน ชิดชอบ -ประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล และทรงศักดิ์ ทองศรี” พร้อมเงินสด 11.4 ล้านบาท และบัตรโฆษณาหาเสียงของบุคคลทั้งสาม
ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้เลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัคร ด้วยวิธีการจัดทำ ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด ซึ่งในที่สุดศาลฎีกาตัดสินจำคุกหัวคะแนนทั้งสองคนๆ ละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ
“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” แฉถึง เทกนิค เล่ห์เหลี่ยมในการซื้อเสียงยุคนั้นว่า ตั้งใจซื้อเสียงคนละ 300 บาท แต่เกรงว่าเมื่อรับเงินไปแล้วไม่เลือก จะทำให้เสียเงินฟรี เอาชัวร์ๆ เลยแจกไปแค่ 120 บาทก่อน โดยใช้แบงก์ 100 และแบงก์ 20 เย็บติดกัน ใบหาเสียงผู้สมัคร แบงก์ 20 นั้น มีการปั๊มยันต์หลวงพ่อคูณ เพื่อให้ชาวบ้านเกรงกลัว ไม่กล้าผิดสัจจะ เมื่อรับไปแล้วต้องเลือก และเมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้ว ให้นำแบงก์ 20 มาคืน และรับเงินเพิ่มไปอีก 200 บาท
นั่นจึงเป็นที่มาของฉายา “ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ”
จากวันนั้นถึงวันนี้ คนพวกนี้มีวิชาอาคมแก่กล้า จึงเหิมเกริม คิดยึดครองอำนาจองค์กรอิสระ ด้วยวิธี ฮั้วเลือกสว. เพื่อให้สว. ไปเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นคนของพวกตนเอง
ถึงตอนเลือกตั้ง สส. ก็ไม่ใช้วิธีเอาแบงก์ เย็บติดใบแนะนำตัวแล้ว แต่ใช้วิธี ย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด ย้ายปลัดจังหวัด และนายอำเภอทั่วประเทศ ก่อนการเลือกตั้ง ส่งนายอำเภอไปเป็นผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้ง แถมให้อธิบดีกรมการปกครอง สั่งการลงไปว่าให้ “ช่วยน้ำเงินด้วย”
ล่าสุด ก็มีการโกงข้อสอบองค์กรส่วนปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศ คล้ายๆ กับการโกงข้อสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอเมื่อปี 2552 นี่ยังไม่รวบเรื่องการกักตุนน้ำมัน การทุจริตโครงการต่างๆ
“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ทิ้งท้ายว่า จากยึดครองเขากระโดงแล้วเห็นว่าไม่มีใครทำอะไรได้ วันนี้เลยคิดการใหญ่ ต้องการจะครองประเทศให้ได้ !

