ดีเอสไอขยายภาพคดีเครือข่ายฟอเร็กซ์จากเงินโอน 28 ล้านบาท ไปสู่ตัวเลขธุรกรรมสะสม 833.22 ล้านบาทที่รายงานว่าเชื่อมโยงกับ "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" แต่ตัวเลขนี้ยังต้องรอการแจกแจงในสำนวนว่า เงินส่วนใดเป็นการรับโอนโดยตรง เงินส่วนใดเป็นการโอนต่อ และสัมพันธ์กับการกระทำใด ล่าสุด ศาลอาญาไม่อนุญาตออกหมายจับนายภาวุธและผู้ถูกกล่าวหาอีก 21 ราย เพราะยังออกหมายเรียกได้ คำสั่งศาลจึงไม่ใช่การยุติคดี ขณะที่นายภาวุธยืนยันว่าเป็นเพียงผู้ซื้อขายทองคำ ปฏิเสธเกี่ยวข้องขบวนการหลอกลงทุนและเงิน 800 ล้านบาท โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครถูกออกหมายจับ” แต่คือดีเอสไอจะทำให้เส้นทางเงินที่ซับซ้อน กลายเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้อย่างไร
กรุงเทพฯ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 - คดีเครือข่ายซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หรือฟอเร็กซ์ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังขยายผล ไม่ได้สะเทือนเพียงกลุ่มโบรกเกอร์ ผู้แนะนำการลงทุน และบริษัทรับชำระเงิน หากยังลากเส้นทางการเงินมาถึง "นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จนกลายเป็นบททดสอบทั้งต่อกระบวนการยุติธรรมและมาตรฐานความรับผิดชอบทางการเมือง
ภาพล่าสุดของคดีมีความซับซ้อนกว่ายอดเงินที่ระบุไว้ที่ “28 ล้านบาท” ที่สังคมรับรู้ในช่วงแรกมาก เพราะรายงานข่าวที่อ้างข้อมูลจากดีเอสไอระบุว่า จากการตรวจสอบฐานข้อมูลเพิ่มเติม พบยอดธุรกรรมโอนและรับโอนสะสมที่เชื่อมโยงกับนายภาวุธรวม 833,217,192.60 บาท ขณะเดียวกัน นายภาวุธปฏิเสธว่าไม่เคยมีเงินกว่า 800 ล้านบาทผ่านบัญชีของตน และขอให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงที่มาของตัวเลขดังกล่าวให้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้ ยังไม่สามารถตัดสินได้ว่าตัวเลข 833.22 ล้านบาท เป็นเงินที่นายภาวุธ “รับเข้า” ทั้งหมด หรือเป็นมูลค่าความเสียหายที่พิสูจน์แล้ว เพราะข้อมูลที่เผยแพร่ยังอธิบายว่าเป็นยอดธุรกรรมโอนและรับโอนสะสมในเส้นทางที่ดีเอสไอตรวจสอบ ไม่ได้แจกแจงต่อสาธารณะว่ารายการใดเป็นเงินเข้าบัญชีโดยตรง รายการใดเป็นการโอนผ่าน หรือรายการใดเชื่อมโยงกับธุรกิจและบุคคลอื่นในเครือข่าย
แต่ในโลกของคดีการเงิน ตัวเลขที่ยังอธิบายไม่ครบ ย่อมมีน้ำหนักทางสังคมสูงกว่าตัวเลขที่ถูกปฏิเสธไปแล้วหลายเท่า เพราะมันเปิดคำถามทันทีว่า เงินเคลื่อนผ่านใคร เพื่ออะไร และผู้เกี่ยวข้องมีสถานะเป็นลูกค้า ผู้ลงทุน ผู้ให้บริการ ผู้ชักชวน หรือเป็นเพียงชื่อที่ปรากฏในแผนผังธุรกรรมกันแน่
ต้นทางของข้อสงสัยที่ยืนยันได้ คือการพบเงิน 28 ล้านบาทโอนจากบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด เข้าบัญชีส่วนบุคคลของนายภาวุธ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 14 รายการ รายการละ 2 ล้านบาท ดีเอสไอจึงเรียกนายภาวุธเข้าให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 โดยเตรียมตรวจสอบทั้งไทม์ไลน์การซื้อขาย บริษัทที่ใช้ซื้อขาย ผลตอบแทน และความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ชักชวนลงทุน กลุ่มโบรกเกอร์ และกลุ่มบริษัทรับชำระเงิน
ขณะที่นายภาวุธยืนยันมาตลอดว่าเงิน 28 ล้านบาทเกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำ และตนเป็นเพียงผู้ซื้อขาย ไม่ใช่ผู้ให้บริการฟอเร็กซ์ ไม่ใช่ผู้แนะนำการลงทุน ไม่เคยชักชวนใครลงทุน และไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์หรือแชร์ลูกโซ่ และยังระบุด้วยว่าใช้บริการซื้อขายกับบริษัทคิวอาร์เอส โกลบอลเป็นหลัก และพร้อมนำเอกสารการเดินบัญชีทั้งหมดไปชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน
คำชี้แจงนี้ทำให้แกนกลางของคดีเปลี่ยนจากคำถามว่า “มีเงิน 28 ล้านบาทหรือไม่” ไปสู่คำถามที่ยากกว่า "คือเงินดังกล่าวมีฐานทางธุรกิจรองรับจริงหรือไม่ และการซื้อขายที่อ้างถึงดำเนินอยู่ในโครงสร้างธุรกิจแบบใด" เพราะชื่อบริษัทหรือแพลตฟอร์มที่ปรากฏในธุรกรรม ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของกิจการโดยอัตโนมัติ
ต่อมา ดีเอสไอแถลงอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าไม่มีผู้ประกอบธุรกิจฟอเร็กซ์รายใดได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง และพบผู้เสียหายร้องเรียนจากการซื้อขายผ่านโบรกเกอร์หลายราย รวมถึงคิวอาร์เอส โกลบอล เอชเอฟเอ็ม จีโอเอฟเอ็กซ์ และอีเธอร์เวลล์ ตลอดจนกลุ่มผู้แนะนำการลงทุนและบริษัทรับส่งเงินบางแห่ง
ดีเอสไอระบุรูปแบบเครือข่ายว่าใช้ภาพลักษณ์ความมั่งคั่ง ผลตอบแทนสูง การสอนซื้อขาย และการดูแลลูกค้าแบบใกล้ชิดเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ช่วงแรกผู้ลงทุนอาจถอนเงินได้ ก่อนเจอเงื่อนไข ค่าธรรมเนียม หรืออุปสรรคในการถอนเงินภายหลัง การตรวจค้น 24 จุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ยังพบเงินสดกว่า 65 ล้านบาท รถยนต์หรู นาฬิกา กระเป๋า เอกสาร คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และกระเป๋าฮาร์ดแวร์สำหรับบิทคอยน์กับยูเอสดีทีจำนวนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอเคยย้ำในช่วงแรกเช่นกันว่า การพบเงินโอนเข้าบัญชี 28 ล้านบาท “ไม่ได้หมายความว่าเป็นเงินผิดกฎหมาย” ประโยคนี้คือเส้นแบ่งที่สังคมไม่ควรข้าม เพราะเส้นทางการเงินเป็นเหตุให้ตรวจสอบได้ แต่ไม่ใช่คำพิพากษาว่าใครกระทำผิด เพราะศาลยังไม่ตัดสิน คดียังไม่สิ้นสุด ข้อมูลที่พบจึงเป็นเพียงการ “เชื่อมโยง” และ “ร่วมขบวนการ” เท่านั้น
ล่าสุดความร้อนแรงของคดีเพิ่มขึ้นในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ดีเอสไอเตรียมขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 30 หมาย ทั้งบุคคลและนิติบุคคล โดยมีชื่อนายภาวุธรวมอยู่ด้วย ต่อมาปรากฏว่าพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลอาญา 24 หมาย ศาลอนุมัติหมายจับเพียง 2 ราย และยกคำร้อง 22 ราย ซึ่งรวมถึงนายภาวุธ เพราะเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหายังมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและสามารถใช้หมายเรียกตามขั้นตอนได้
แต่ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวไม่ใช่ใบรับรองความบริสุทธิ์ และไม่ใช่การสั่งยกเลิกข้อกล่าวหา หากเป็นการวินิจฉัยเฉพาะเรื่องความจำเป็นของหมายจับในเวลานั้น ศาลเห็นว่าการออกหมายเรียกยังเพียงพอ ขณะที่ดีเอสไอยังสามารถรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำ และแจ้งข้อกล่าวหาตามขั้นตอน หากเห็นว่าหลักฐานถึงเกณฑ์
ในทางกลับกัน เหตุผลของศาลก็สะท้อนข้อเท็จจริงที่สำคัญ นายภาวุธเคยเข้าพบพนักงานสอบสวนในฐานะพยานเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม และในวันที่ 13 กรกฎาคมได้เดินทางไปดีเอสไออีกครั้งหลังทราบข่าวขอหมายจับ เพื่อแสดงว่าไม่มีเจตนาหลบหนี แม้วันนั้นจะไม่ได้พบพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนก็ตาม ซึ่งนายภาวุธย้ำว่าไม่เคยมีเงินกว่า 800 ล้านบาทผ่านบัญชี และเอกสารทุกส่วนสามารถตรวจสอบได้
จากนี้ ภารกิจของดีเอสไอจึงหนักกว่าการเปิดตัวเลขหรือระบุชื่อบุคคล เพราะต้องตอบให้ได้ว่า 833.22 ล้านบาทเกิดจากธุรกรรมใดบ้าง มีเงินกี่บาทที่ผ่านบัญชีโดยตรง มีเงินกี่บาทเป็นการนับซ้ำในเครือข่าย และแต่ละรายการสัมพันธ์กับการหลอกลงทุนหรือการกระทำผิดตามกฎหมายอย่างไร หากเอกสารพิสูจน์ได้ว่าเป็นธุรกรรมการซื้อขายที่มีที่มาชัดเจน ข้อสงสัยย่อมต้องถูกคลี่คลายตามพยานหลักฐาน แต่หากพบว่าการเคลื่อนเงินสอดคล้องกับโครงสร้างรับเงิน ส่งต่อเงิน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน คดีก็จะมีนัยต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
สำหรับพรรคประชาชน เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงวิกฤตของ สส.รายบุคคล แต่เป็นต้นทุนความน่าเชื่อถือของพรรคที่ยืนอยู่บนคำประกาศเรื่องความโปร่งใส พรรคจึงไม่อาจหยุดอยู่ที่การบอกให้รอผลคดี หากควรผลักให้มีการเปิดเอกสารและไทม์ไลน์คำชี้แจงต่อสาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่ไม่กระทบสำนวน เพราะความไว้วางใจทางการเมืองไม่ฟื้นด้วยถ้อยแถลง หากฟื้นด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
อย่างไรก็ดีคดีนี้ยังไม่ใช่บทสรุปว่าใครผิดหรือบริสุทธิ์ แต่เป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงมากกว่ากระแส ดีเอสไอต้องพิสูจน์เส้นเงินให้กระจ่าง และสิ้นข้อสงสัย นายภาวุธต้องทำคำชี้แจงความโปร่งใสในข้อมูลเส้นเงินให้ครบถ้วน และพรรคประชาชนต้องแสดงให้เห็นว่ามาตรฐานตรวจสอบคนของตน ไม่อ่อนลงเมื่อชื่อที่อยู่ในข่าวเป็นชื่อของคนในพรรคเอง

