เปิดโปงมหากาพย์กล้องส่องพระ 'โทน บางแค' อ้างคอลแล็บ Zeiss แบรนด์ดังเยอรมนี ปั่นราคาจากหลักพันสู่หลักหมื่น โฆษณาเกินจริงทั้งหมด ส่อคดีฉ้อโกงประชาชน
โทน บางแค นายโทนทอง สุขแก่น เจ้าของฉายาเซียนพระกระดาษเปล่า ส่อเค้างานเข้าอีกแล้ว
นอกจากจะมีปัญหาถูกมาดามเก่ง แจับจับคดีฉ้อโกงเงินกู้นับร้อยล้าน จนเป็นคดีค้างอยู่ที่กองปราบปรามในขณะนี้แล้ว
โทน บางแค อาจจะมีปัญหาเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนด้วย ในเรื่องของกล้องส่องพระ ที่โทน บางแค ทำออกมาขาย ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
กล้องส่องพระที่ว่า คือยี่ห้อไซส์ รุ่น บลูมารีน ซึ่งมีจุดขายที่โทนสร้างขึ้นมา ก็คือ เป็นการคอลแล็บ หรือการร่วมงานกันระหว่างบริษัทไซส์ (Zeiss) ของเยอรมนี บริษัทผลิตเลนส์คุณภาพสูง เบอร์ต้นๆ ของโลก ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน
โดยเฉพาะ เป็นที่ยอมรับว่า กล้องส่องจิวเวลรี่ของไซส์ มีคุณภาพที่สุดของโลก ซึ่งเป็นปีที่บริษัท ไซส์ ครบรอบ 175 ปี แห่งการก่อตั้งพอดี
โทน บางแค ก็หยิบเอาประเด็นนี้ มาอ้างว่าบริษัทไซส์ กับตัวเขาเอง คอลแล็บกันในวาระครบรอบ 175 ปี ทั้งที่เรื่องนี้มันไม่เป็นเรื่องจริง อย่างที่โทนโฆษณาเผยแพร่ออกมา
เพราะบริษัทไซส์ มีตัวแทนจำหน่ายกล้องอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว ชื่อบริษัท Marvel eyecare และอีกบริษัทหนึ่งอยู่ที่สิงคโปร์
โทนเริ่มจากการไปติดต่อกับบริษัท Marvel ให้ผลิตกล้องรุ่นบลูมารีน เพราะเขาเองไม่มีปัญญาความสามารถจะติดต่อโดยตรงกับบริษัทไซส์ที่เยอรมนีได้ ต้องติดต่อผ่านเอเยนต์ คือ Marvel eyecare
โทนแจ้งกับ Marvel Thailand เพียงแค่ว่าจะจ้างทำกล้องส่องพระ จำนวน 3,175 ตัว ในราคาที่ตกลงกันที่ 2,450 บาทต่อตัว แต่ไม่ได้บอกให้ใครรู้เบื้องหลังแผนการตลาดที่เขาวางไว้ว่า บริษัทไซส์ ร่วมผลิตกับเขา หรือเลือกโทน บางแคมาร่วมสร้างแบรนด์ในกล้องส่องพระรุ่่นนี้
ฟังดูยิ่งใหญ่ชวนเคลิ้ม บริษัทกล้องส่องพระเยอรมันหลงเสน่ห์ให้เครดิตคนขายพระ โทน บางแค ยอมเกาะชื่อเขาทำการตลาดขายกล้องในวาระบริษัทไซส์ครบ175 ปี
แต่ฝ่ายบริษัท Marvel eyecareไม่ได้รับรู้ว่าโทน บางแค จะไปอ้างต่อยังไงกับลูกค้าของเขา ก็รับออเดอร์นี้มาสั่งทำกับทางไซส์ เยอรมนี
แต่ต่อมาความแตก เมื่อ โทน บางแค ปั่นราคาตัวเองและราคากล้อง แอบอ้างว่าเป็นการคอลแล็บกันระหว่างบริษัทไซส์กับตัวเขาเอง ถึงขนาดอ้างว่า เขาเป็นเจ้าเดียวในประเทศไทย ที่บริษัทไซส์อนุญาตให้ทำ
และอ้างว่าเป็นการทำกล้องที่มีจำนวนจำกัด หรือ Limited Edition ในวาระครบรอบ 175 ปี ของไซส์ เยอรมนี ซึ่งเริ่องนี้ไม่เป็นความจริง
พอบริษัทไซส์ทราบว่าโทน บางแค ไปโม้เว่อวังขนาดนั้น ทั้งเรื่องการคอบแล็บกัน และเรื่อง Limited Edition 175 ปี ก็ไม่พอใจ สั่งให้ทาง ตัวแทนในไทย คือ บริษัท Marvel Thailand หยุดติดต่อค้าขาย ฉีกสัญญากับโทน บางแค ถึงกับเลิกผลิตกล้องกลางคันเลยทีเดียว
จากจำนวนเต็มที่โทนสั่งผลิต 3,175 ตัว ไซส์ระงับการผลิตทันทีที่รู้ข่าวการโฆษณาเกินจริงของโทน ยังเหลือกล้องที่ไม่ได้ส่งอีก 180 ตัว
ยังมีประเด็นเรื่องคุณภาพกล้อง ที่โดนเอาไปโฆษณาเกินจริงด้วย โดย โทน บางแค ฟุ้งว่า ว่าเป็นกล้องที่ใช้เลนส์เทคโนโลยีพิเศษ สามารถจับโฟกัสได้ไว แม่นยำ
แต่แท้ที่จริงแล้ว ก็เป็นเลนส์ที่ใช้ในกล้องรุ่น D40 ของไซส์ ราคาขายในท้องตลาดเมืองไทย เพียงแค่ตัวละ 2,000 กว่าบาท นี่ก็เป็นอีกประเด็นการตลาดโกหก ที่ไซส์ไม่โอเคมากๆ
ในการสั่งทำกล้องรุ่น บลูมารีน โทน บางแค สั่งทำแต่กล้อง ส่วนกล่องและใบรับประกัน โทนทำเองในประเทศไทย ไม่ใช่บริษัทไซส์ทำ
โทนจ้างผลิตราคาแค่ตัวละ 2,450 บาท แต่เอามาขายเริ่มต้น 15,000 บาท แล้วปั่นราคาในหมู่คนเล่นพระ จนราคาขึ้นไปถึง 20,000-30,000 บาท เนื่องจากการโฆษณาเกินจริงทั้งหลาย ดังที่ว่ามา
พอโดนไซส์เลิกผลิตกล้องให้ จำนวน 180 ตัวสุดท้าย โทน บางแค ก็อาละวาดตามสไตล์ เขาเปิดคดีกับบริษัท Marvel Thailand เรียกร้องค่าเสียหายที่ไซส์ไม่ส่งกล้องให้อีก 180 ตัว แต่ไม่เรียกตามราคาที่ดีลกันไว้ คือ ตัวละ 2,450 บาท
แต่โทนเรียกเป็นราคาที่เขาปั่นขาย คือ ตัวละ 20,000 บาท แต่ทางไซส์ยินดีที่จะคืนเงิน ให้โทน ในราคาสั่งทำ เรื่องนี้มีการส่งไปร้องเรียนกับตำรวจด้วย ว่าโทน บางแค เรียกร้องค่าเสียหายเอาแต่ได้
หลักฐานจากไซส์ ที่อยู่ในมือตำรวจ มีใบรับประกันสินค้า ที่โทนทำเอง โดยไซส์ไม่ได้รับรู้ด้วย รงมถึงหลักฐานการโฆษณาต่างๆ รวมทั้งการพูดในไลฟ์สดทุกครั้งว่า เป็นรุ่นพิเศษจำนวนจำกัด
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นโทน บางแค สร้างภาพหลอกลวงลูกค้า ด้วยการโพสต์ภาพว่าเขาไปอยู่กับผู้บริหารของบริษัทไซส์ที่เยอรมนี ทั้งที่จริงๆ แล้ว โทนแค่ไปถ่ายด้านหน้าบริษัท ซึ่งทางไซส์ ก็มีโชว์รูมสำหรับโชว์สินค้าและแสดงประวัติความเป็นมา บุคคลทั่วไปก็เข้าไปเที่ยวชมและถ่ายภาพได้ทั้งสิ้น
แต่โทน บางแค เอามาหลอกเซียนพระและคนที่ซื้อกล้องว่า ไปพบปะกับผู้บริหารไซส์ เป็นการเพิ่มราคาให้ตัวเอง
ซึ่งก็ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ไม่กี่วันก่อนนี้เอง โทนเพิ่งโพสต์อ้างถึงการบินไปเยอรมนี ไปดูสายการผลิตด้วยตาตัวเอง พล่ามว่า มีเงินอย่างเดียว ก็ทำไม่ได้ ต้องมีความน่าเชื่อถือในสายตาบริษัทระดับโลกด้วย
ทั้งที่ความจริงมันสวนทาง บริษัทระดับโลก ถึงกับเลิกผลิต คืนเงินให้โทน บางแคทันที ที่ล่วงรู้ถึงความปั่นตัวเอง เรียกว่าไร้ราคาในสายตาบริษัทระดับโลก
พฤติกรรมของโทน บางแค จึงไม่ได้หลอกลวงแค่นายทุนของตัว คือ มาดามเก่งคนเดียว แต่ยังหลอกคนไปทั่ว
ในส่วนของมาดามเก่งนั้น โทนชักชวนให้ออกเงินลงทุนผลิตกล้องนี้ จำนวนถึง 100 ล้านบาท อ้างว่าจะทำกำไรงาม แต่มาดามเก่งกลับไม่ได้อะไรแม้แต่บาทเดียว แม้แต่เงินลงทุน 100 ล้าน ก็ยังไม่ได้คืนจากโทน
โดยโทนตกลงกับมาดามเก่งตอนแรกว่า จะให้กล้องบลูมารีนในราคาพิเศษ ตัวละ 3,000 บาท รวม 500 ตัว ให้มาดามเก่งไปขายต่อทำกำไร ก็สุดท้าย มาดามเก่งก็ไม่ได้กล้องจากโทนแม้แต่ตัวเดียว
ใดๆ ดังที่กล่าวมา เกี่ยวกับเบื้องหลังของกล้องบลูมารีน เป็นประเด็นใหญ่ที่ต่อไปตำรวจจะพิจารณาการกระทำของโทน บางแค ว่าเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือไม่ เพราะถือว่ามีผู้เสียหายจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังเป็นการนำเข้าข้อความอันเป็นเท็จ โฆษณาเกินจริงในคุณสมบัติของกล้อง เรื่องเลนส์เทคโนโลยีพิเศษ ทั้งที่ไม่ได้พิเศษ
คดีนี้ไม่เล็ก เพราะการฉ้อโกงประชาชน เป็นคดีอันยอมความไม่ได้

