ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ สองปีหอยทากเรียกพี่ "ไอติม" กางหลักฐานคดี "ฮั้วสว." ทั้งโพย-หัวคิว" รวยไม่ไหว "กกต.-ดีเอสไอ" ฝ่ายการเมืองครอบหนัก
ผ่านมาครบสองปี เรื่องคดี"ฮั้วเลือกตั้งสว." ยังไม่ไปไหน
ไหนๆก็ไหนๆ ล่าสุด "ไอติม-พริษฐ์ วชิรสินธุ" พรรคประชาชน แท็กทีมฝ่ายค้านจัดแฉ กางหลักฐาน "คดีฮั้วสว."แบบหมดเปลือก ทั้งโพยลับ เงินสด แถมยังโยงถึง "เครือข่ายสีน้ำเงิน" ที่งานนี้แว่วว่า มีขบวนการ "หักหัวคิว" กันแบบโจ๋งครึ่ม
แถมลีลาการจัดวางกลเม็ดเด็ดพรายในโพยนั้นซับซ้อนซ่อนเงื่อน เช่น สลับตัวเลข ลบด้วยลิควิดเปเปอร์ปรับเปลี่ยนเบอร์กันพัลวัน เพื่อให้แนบเนียนที่สุด แต่พอเอาคะแนนที่เลือกจริงมาเทียบกับโพย ผลปรากฏว่า "ตรงกันเป๊ะ" ถล่มทลาย ทะลุ 50% แทบทุกกลุ่มอาชีพ
เรียกว่า หวยล็อก ยังต้องหลบ!
ขบวนการคัดผู้สมัครรอบนั้นก็ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน ชนิดที่ว่ามี "ตั๋วผ่านทาง" แจกจ่ายกันอย่างทั่วถึง
งานนี้ได้ "พยาน" ที่มาเปิดปากบอกเล่าหลายปากเล่าให้ฟัง โดยต้องถือว่าพยานเหล่านี้ยอม "พลีชีพ" หอบหลักฐานมาเปิดหน้าสู้กับอำนาจมืด อย่างไม่กลัวเกรง
หันมาดูฝั่งผู้คุมกฎอย่าง กกต. และ ดีเอสไอ (DSI) ที่เวลานี้ดูเหมือนจะตกอยู่ในภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" เพราะกำลังถูกการเมืองบีบจนหน้าเขียว หน้าดำ
โดยเฉพาะฝั่ง กกต. ที่ฝ่ายค้านชี้เป้าว่า ในบรรดาคณะกรรมการ 7 คนนั้น มีถึง 4 คน ที่อาจเข้าข่าย "ผลประโยชน์ทับซ้อน" เพราะเก้าอี้ที่นั่งอยู่ ก็ได้การรับรองมาจาก สว. ชุดที่โดนฟ้องอยู่นี่เอง
มิหนำซ้ำ คณะอนุกรรมการฯ บางชุด ดันเคาะผลสวนทางสายตาประชาชน บอก "ไม่มีใครผิด" จากผู้ต้องสงสัยสองร้อยกว่าคน เล่นเอาสังคมมองตาปริบๆ
ส่วน “ดีเอสไอ” ก็โดนกดดันจากการเมืองหนักไม่แพ้กัน แว่วมาว่า ตอนนี้ภายในหน่วยงานกำลังเกิดอาการ "ชะงักงัน" สอบพยานไปตั้ง 700 ปาก แต่ส่งฟ้องแค่ 8 คน อาการ "ปล่อยเกียร์ว่าง" เพื่อรอดูสัญญาณไฟเขียวจาก กกต. จึงเห็นได้ชัด
ประกอบกับกระทรวงยุติธรรม เพิ่งเปลี่ยนตัวปลัดฯใหม่ "ป้ายน้ำเงิน" บรรดาข้าราชการระดับสูงใน DSI เลยดูทิศทางลม กลัวเก้าอี้ตัวเองจะสั่นคลอน ผู้ใต้บังคับบัญชาคนทำงานแทบไม่กล้าขยับ
สองปีผ่านไป และยังไม่รู้จะอีกนานแค่ไหน “คดีฮั้วสว.” จึงไม่ใช่แค่เกมเตะถ่วงเวลาของฝ่ายการเมือง แต่คือการวัดใจครั้งใหญ่ว่า องค์กรอิสระของไทยจะยังคงความศักดิ์สิทธิ์ หรือจะกลายเป็นเพียง "บริวาร" ที่ถูกชักใยอยู่เบื้องหลังม่านสีน้ำเงิน!
ปิดท้ายด้วย "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" ที่ออกมาจี้ใจดำ กกต.ให้กล้าๆ หน่อย เปิดหีบเปิดหลักฐานพิสูจน์ให้สังคมได้เห็นไปเลย และกระตุ้นว่าเรื่องนี้ควรไปจบที่ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ให้เป็นคดีพิเศษ เพื่อสร้างมาตรฐานความยุติธรรม
พ.ต.อ.ทวี ยังมีตัวเลขพิรุธชวนคิดเล่นๆ ว่า ตอนเลือก สว. กกต.ขอใช้เงินสนับสนุนตั้ง 206 ล้านบาท แต่ทำไมตอนเลือกตั้ง สส.กลับใช้เงินแค่ 1.3 ล้านบาท ? ส่วนต่างมันไปตกหลุมไหน...ใครรู้ช่วยตอบที!
++ รู้จัก “ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” ปลัดฯ ยุติธรรมคนใหม่ ป้ายน้ำเงิน!
ที่ประชุมครม. เมื่อสัปดาห์ผ่านมา มีการโยกย้ายนอกฤดูข้าราชการระดับสูง ก่อให้เกิดกระแสวิพากวิจารณ์ตามมามากมาย คือการย้าย “พงษ์สวาท นีละโยธิน” จากปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พร้อมรับโอน “ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” เลขาธิการ ศอ.บต. มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม คนใหม่
“พงษ์สวาท” ตัดสินใจลาออกจากราชการด้วยความเจ็บช้ำ ทั้งที่มีอายุราชการเหลืออีกแค่ 1 ปี ก็จะเกษียณ ซึ่งเจ้าตัวต้องการเกษียณที่ตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสูงสุดในชีวิตราชการ...ไม่ใช่ถูกจับไป “แช่แข็ง” ที่ทำเนียบฯ รอวันเกษียณ
แต่ “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรม บอกว่าการปรับย้ายครั้งนี้ เป็นไปตามวงรอบของผู้บริหารระดับสูง ซึ่ง “พงษ์สวาท” อยู่ในตำแหน่งนี้ มา 4 ปี ได้เวลาต้องย้ายแล้ว
หากย้อนไปดูในอดีต การจะขอขยายวาระการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงออกไปอีก 1 ปี ก็ไม่ได้ผิดระเบียบแต่อย่างใด
“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยขยายเวลา และอยู่ในตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม นานถึง 7 ปี ซึ่งช่วงนั้น “ตระกูลชินวัตร” ครองอำนาจ
แต่ “พงษ์สวาท” ไม่ได้ฝักใฝ่ขั้วการเมืองสีน้ำเงิน แถมยังถูกหมายหัวอีกต่างหาก!
เพราะในยุคที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” จากพรรคเพื่อไทย เป็นรองนายกฯ กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการคดีพิเศษ ได้ไล่บี้ คดีฮั้วสว.อย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วน “พงษ์สวาท” ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกรรมการคดีพิเศษ ได้แสดงความเห็นทางกฎหมาย ต่อที่ประชุมคณะกรรมการฯว่า ดีเอสไอ มีอำนาจรับ “คดีฮั้ว สว.” เป็นคดีพิเศษ ในข้อหา "อั้งยี่-ฟอกเงิน" ได้ทันที โดยไม่ต้องรอ กกต.
และขณะนี้ “คดีฮั้วสว.” กำลังเป็นบ่วงรัดคอ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เพราะทั้งกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยประมาณ 10 คน ที่ตกเป็นจำเลย รวมทั้ง“อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็เคยถูกเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหา
เรื่องฮั้วสว. ตอนนี้อยู่ในมือกกต. เมื่อใดที่ กกต.สรุป ชี้มูลความผิดแล้วส่งศาลฎีกา เมื่อศาลฯรับไว้พิจารณา บรรดารัฐมนตรีทั้งหลายเหล่านั้น ก็จะถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
แล้วอย่างนี้ทำไมรัฐบาลจะไม่พัง...แล้วอย่างนี้จะให้ “พงษ์สวาท” อยู่ในตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ตำตา ตำใจไปทำไม?!
สำหรับ “ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” หรือ “เลขาบอย” เลขาธิการศอ.บต. ที่ถูกโยกมาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม คนใหม่สำเร็จการศึกษาด้านนิติศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ เคยเป็น "นักการข่าว" สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และมีผลงานโดดเด่นในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในฐานะมือปราบแชร์ลูกโซ่ คดี Forex-3D ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในป.ป.ส. และ ศอ.บต.
หากไล่เรียงตามเส้นทางการทำงานจะพบว่า มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะเพิ่งได้เป็น เลขาศอ.บต. แค่ 8 เดือนเท่านั้น ก็ขึ้นลิฟต์มาเป็น "ปลัดกระทรวงยุติธรรม" ซึ่งเป็น กระทรวงเกรด A++ ที่กำกับดูแลหน่วยงานสำคัญ อย่างเช่น DSI กรมราชทัณฑ์ และ ป.ป.ส.
ที่น่าสนใจ ยังมีอีกเรื่องคือ “ปิยะศิริ” มีนามสกุลพ้องกับสกุลเดิมของ "ภรรยาคนแรก" ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี คือ “สนองนุช วัฒนวรางกูร” แม้ไม่ได้เป็นพี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกัน แต่ก็มีศักดิ์เป็น "ลูกพี่ลูกน้อง” ทางสายญาติ ของภรรยาเก่าอนุทิน
ปัจจุบัน “ปิยะศิริ” มีอายุ 52 ปี เหลืออายุราชการอีกถึง 8 ปี
วันนี้กระทรวงยุติธรรม มี “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” สายตรงของ “เนวิน ชิดชอบ” เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ มีปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในสายงานกำกับดูแลข้าราชการ เป็นคนที่ “อนุทิน” โปรโมตขึ้นมา
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า “สีน้ำเงิน” ได้รุกคืบไปครอบกระทรวงยุติธรรม อีกแห่งหนึ่งแล้ว!

