xs
xsm
sm
md
lg

สาวมอญใจเด็ด! ขี่ จยย.หนีข้ามอำเภอเข้าค่ายทหาร ขอช่วยหลังอ้างถูกหนุ่มพม่าข่มขืน-กักขังบังคับเป็นเมีย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นครปฐม - สาวชาวมอญ เสี่ยงชีวิตขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีข้ามอำเภอ เข้าขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทหารภายในค่ายทองฑีฆายุ เมืองนครปฐม อ้างว่าถูกชายชาวเมียนมาหลอกมาทำงาน ก่อนถูกข่มขืนและกักขังนานกว่า 7 วัน พร้อมบังคับให้เป็นภรรยา โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ให้การคุ้มครอง ก่อนประสานตำรวจเข้าดำเนินการตามกฎหมาย

เวลา 20.30 น. วันนี้ ( 12 ก.ค.) ขณะเจ้าหน้าที่ทหารประจำกองรักษาการ ค่ายทองฑีฆายุ กรมการสัตว์ทหารบก อำเภอเมืองนครปฐม และกำลังพล กอ.รมน.จังหวัดนครปฐม ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัย ได้มีหญิงสาวชาวต่างชาติขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า สีขาว ทะเบียน 1 กด 6341 สุพรรณบุรี เข้ามาภายในค่ายด้วยอาการตื่นตกใจ ก่อนยื่นมือทั้งสองข้างทำท่าขอให้เจ้าหน้าที่ใส่กุญแจมือ แต่ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้

เจ้าหน้าที่จึงนำตัวเข้าพักในจุดปลอดภัย พยายามปลอบให้คลายความหวาดกลัว พร้อมประสานล่ามเข้าช่วยแปลภาษา และรายงานเหตุให้ พล.ต.สมพงษ์ สุขประดิษฐ์ เจ้ากรมการสัตว์ทหารบก รับทราบ ซึ่งได้กำชับให้ดูแลความปลอดภัยของหญิงสาวอย่างใกล้ชิด และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการ

จากการสอบถามผ่านล่าม ทราบว่าหญิงสาวชื่อ นางสาวเอตูซา อายุ 26 ปี เป็นชาวมอญ ให้การว่า รู้จักชายชาวเมียนมาผ่านเฟซบุ๊ก โดยอีกฝ่ายชักชวนให้มาทำงานในจังหวัดนครปฐม พร้อมส่งนายหน้าไปรับตัวที่ด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี

แต่เมื่อเดินทางมาถึง กลับอ้างว่าถูกชายคนดังกล่าวข่มขืน และกักขังไว้ภายในที่พักนานกว่า 7 วัน พร้อมบังคับให้ยอมเป็นภรรยา โดยไม่ยินยอมให้ออกไปไหน

กระทั่งวันเกิดเหตุ ชายคนดังกล่าวซึ่งทำงานเป็นช่างเหล็กในโรงงานแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอกำแพงแสน ดื่มสุราจนหลับ หญิงสาวจึงฉวยโอกาสหยิบโทรศัพท์มือถือและขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี โดยเติมน้ำมันเพียง 30 บาท ขับรถไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้เส้นทาง กระทั่งพบค่ายทหาร จึงเชื่อว่าจะเป็นสถานที่ปลอดภัยและรีบเข้าไปขอความช่วยเหลือ แม้จะไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ก็ตาม

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม เดินทางมารับตัว และตรวจสอบพบว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าว มีการแจ้งหายไว้ที่ สภ.กำแพงแสน ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ซึ่งผู้แจ้งเป็นชายชาวเมียนมารายเดียวกับที่หญิงสาวกล่าวอ้าง

เบื้องต้นตำรวจได้ควบคุมรถไว้เป็นของกลาง พร้อมรับตัวหญิงสาวเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองผู้เสียหาย สอบสวนข้อเท็จจริง และขยายผลดำเนินคดีในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรณีการกักขังหน่วงเหนี่ยวและความผิดทางเพศต่อไป โดยรายละเอียดจะต้องรอผลการสอบสวนและพยานหลักฐานเพิ่มเติม รวมถึงการให้ปากคำของผู้ถูกกล่าวหา เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย.