เอเจนซีส์/เอพี/MGRออนไลน์ – การทดสอบมิสไซล์เรือดำน้ำพิสัยไกล SLBM ของปักกิ่งในโซนปลอดนิวเคลียร์แปซิฟิกใต้ปี 1986 (the 1986 South Pacific Nuclear Free Zone Treaty ) ใช้เส้นทางผ่านฟิลิปปินส์เมื่อวันจันทร์(6 ก.ค) สร้างความตกใจไปทั่วตั้งแต่ออสเตรเลียที่กำลังลงนามข้อตกลงความมั่นคงสำคัญกับฟิจิชาติหมู่เกาะแปซิฟิกรวมญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐฯและรัสเซียมหาอำนาจของโลก
CNA ของสิงคโปร์รายงานวันศุกร์(10 ก.ค)ว่า การยิงมิสไซล์เรือดำน้ำพิสัยไกล SLBM ของปักกิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อต้นสัปดาห์นี้แต่ทว่าไม่เปิดเผยว่าเป็นประเภทใดแต่ทว่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างชี้ว่าน่าจะเป็นมิสไซล์ JL-2 ที่มีพิสัยทำการไกล 8,000 ก.ม มากกว่าที่จะเป็นมิสไซล์ JL-3 ที่มีพิสัยทำการไกลร่วม 10,000 ก.มและสามารถยิงไปจนถึงแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯตามที่มีสื่อบางส่วนชี้รวม เอบีซีนิวส์ของออสเตรเลียที่ผู้เชี่ยวชาญวิตกว่า อาจกระทบไปถึงความมั่นคงแดนดาวน์อันเดอร์ทีเดียว
ทั้งนี้มิสไซล์ติดหัวรบจำลองยิงออกมาจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ในวันจันทร์(6) เดินทางไกล 7,300 ก.ม ก่อนตกไปที่เขตปลอดนิวเคลียร์แปซิฟิกใต้ปี 1986 (the 1986 South Pacific Nuclear Free Zone Treaty) โดยสถาบันธิงแทงก์สหรัฐฯชื่อดัง CSIS เชื่อว่า เส้นทางหัวรบน่าจะผ่านฟิลิปปินส์
สื่อสิงคโปร์ชี้ว่า ปักกิ่งถูกประเทศต่างๆตำหนิที่ออกมาเตือนล่วงหน้ากระชั้นชิดก่อนการทดสอบ
สหรัฐฯที่เป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์เบอร์ 1 ของโลกออกมากล่าวว่า สหรัฐฯได้รับการเตือนล่วงหน้าแค่ไม่กี่ชั่วโมงนั้นถือเป็นระยะเวลาที่สั้นเมื่อเทียบกับธรรมเนียมปฎิบัติที่บังคับใช้กับ P5 รัฐมหาอำนาจนิวเคลียร์ 5 ประเทศ (P5 nuclear-weapon states : สหรัฐฯ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส อังกฤษ)
แซม ร็อกเกฟวีน (Sam Roggeveen) ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงระหว่างประเทศประจำสถาบัน Lowy แสดงความเห็นกับ CNA ว่า “ดังนั้นพวกมันถูกออกแบบมาเพื่อปรามชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์อื่น”
และแสดงความเห็นต่อว่าการยิงนั้นยังเป็นเหมือนการส่งสัญญาณไปที่ สหรัฐฯ และในบางระดับไปที่ รัสเซีย
RFI ของฝรั่งเศสรายงานวันพุธ(8)ในเรื่องการยิงทดสอบมิสไซล์เรือดำน้ำพิสัยไกล SLBM ที่อาจส่งผลกระทบต่อฝรั่งเศสที่มีดินแดนอาณานิคมในมหาสมุทรแปซิฟิกได้แก่ นิวแคลิโดเนีย และ เฟรนช์โปลินีเซีย
ศาสตราจารย์ ไมเคิล ดิลลอน (Michael Dillon) ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนประจำสถาบัน Lau China Institute ที่ King's College London ในกรุงลอนดอน ออกมาชี้ว่า ถึงแม้ปักกิ่งและมอสโกนั้นจะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและปักกิ่งช่วยรัสเซียในสงครามยูเครนอย่างลับๆแต่ทว่าทั้ง 2 ชาติค้อนเคียวนี้กลับมี “ความสัมพันธ์แบบสลับซับซ้อน”
ดิลลอนชี้ว่า แต่ทว่ายังคงมีความตรึงเครียดระหว่างกันรวมไปถึงปัญหาการอ้างสิทธิเหนือดินแดนในอดีตที่ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข และความวิตกของรัสเซียต่อการไหลบ่าของคนจีนเข้าไปในเขตไซบีเรีย
ผู้เชี่ยวชาญประจำคิงคอลเลจกล่าวว่า “จีนกำลังต้องการแสดงให้เห็นว่ามีความล้ำหน้ามากกว่า(รัสเซีย) ในด้านมิสไซล์”
CNA รายงานว่า ในขณะที่ ไลล์ มอร์ริส (Lyle Morris) นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงชาติประจำสถาบัน Asia Society Policy Institute แสดงความเห็นว่า การทดสอบนี้แสดงให้เห็นว่ากองทัพเรือปักกิ่งสามารถโจมตีไปที่แผ่นดินใหญ่อเมริกาจากฐานที่ตั้งใกล้กับน่านน้ำจีนของตัวเองได้ ซึ่งการทดสอบนี้ถือเป็นการความก้าวหน้าครั้งใหญ่
ที่กำลังใกล้เข้าสู่ความสามารถ 3 ขานิวเคลียร์ (nuclear triad) ในการยิงโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์จากทางภาคพื้น ทางอากาศ และทางทะเล เหมือนเช่น สหรัฐฯ และ รัสเซีย
จีนนั้นมีมิสไซล์เรือดำน้ำ SLBM แล้วแต่กองเรือดำน้ำจีนนั้นในอดีตล้าหลังจากทั้งสหรัฐฯและรัสเซียโดยเฉพาะในแง่ “ล่องหน” (stealth)
นักวิเคราะห์ต่างกล่าวว่า การทดสอบวันจันทร์(6) แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อปฎิบัติการเรือดำน้ำ ความเที่ยงของมิสไซล์ และระบบบัญชาการ
***สหรัฐฯ***
ดร.มัลคอล์ม เดวิส (Dr Malcolm Davis) นักวิเคราะห์อาวุโสประจำสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย (Australian Strategic Policy Institute) แสดงความเห็นว่า “สหรัฐฯ” จะมองการทดสอบนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญไปสู่ความสามารถในการโจมตี secure second-strike capability ซึ่งความสามารถเช่นนี้จะทำให้ปักกิ่งใช้อาวุธที่ต่ำกว่านิวเคลียร์ในขณะที่ตัวเองได้รับการปกป้องจากการป้องปรามที่มีประสิทธิภาพ (secure deterrent)
สอดคล้องกับ เจค็อบ สโตกส์ (Jacob Stokes) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันธิงแทงก์ New American Security มองว่า
“หนึ่งในสัญญาณที่ออกมาจากสิ่งนี้คือว่า.. จีนกำลังจะอยู่ในระดับชั้นเดียวกับ สหรัฐฯ และ รัสเซีย ในฐานะกองกำลังนิวเคลียร์ที่มีความสามารถมาก”
เอพีรายงานว่า ปักกิ่งกล่าวว่า การทดสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมประจำปี ทำให้ชี้ได้ว่า อาจมีการฝึกซ้อมยิงครั้งใหม่ในอนาคต การทดสอบเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่จีนกำลังเพิ่มจำนวนเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของตัวเอง อ้างอิงจากสถาบันธิงแทงก์ ISS พบว่าตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ปักกิ่งเพิ่มจำนวนเรือดำน้ำนิวเคลียร์เร็วกว่าสหรัฐฯ
***ออสเตรเลีย***
CNA รายงานต่อว่า ระหว่างที่จีนและชาติตะวันตกต่างพยายามแข่งสร้างอิทธิพลในแปซิฟิก มีบางส่วนของนักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าเงื่อนเวลาการยิงทดสอบเป็นไปด้วยความตั้งใจ
ดร.มัลคอล์ม เดวิส ประจำสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์กับสื่อสิงคโปร์ว่า การทดสอบนี้อาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณของความไม่พอใจจากปักกิ่งที่บรรดาชาติแปซิฟิกนั้นกระชับความสัมพันธ์ทางด้านความมั่นคงกับชาติตะวันตก
“ถึงแม้จะมีความน่าจะเป็นอย่างสูงว่า จีนนั้นได้เตรียมการทดสอบนี้มาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่ทว่าพวกเขาเลือกวันที่ออสเตรเลียและฟิจิลงนามข้อตกลงการป้องกันประเทศร่วมที่สำคัญ”
ก่อนกล่าวว่า “หากว่าจีนต้องการที่จะเลี่ยงการทดสอบต่อการลงนามข้อตลงนี้ พวกเขาสามารถที่จะเลื่อนการทดสอบออกไปอีกสัปดาห์อย่างง่ายดาย”
แซม ร็อกเกฟวีน จากสถาบัน Lowy Institute มองว่า เงื่อนเวลาการยิงทดสอบอาจจะบังเอิญแต่การที่ปักกิ่งตัดสินใจที่จะไม่เลื่อนออกไปนั้นเป็นเหมือนการส่งสาร
“ข้อเท็จจริงที่ว่าการทัวร์แปซิฟิกของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโธนี อัลบานีส ไม่ได้ยกระดับความสำคัญต่อปักกิ่งที่ต้องเลื่อนการทดสอบเป็นเหมือนข้อบ่งชี้ว่าความสำคัญของจีนนั้นอยู่ที่ใด”

