ศาลปกครองกลางสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับคำสั่งลงโทษทางมรรยาท "ทนายเดชา" ที่ถูกสภาทนายความสั่งห้ามทำหน้าที่ทนาย 2 ปี กรณีใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมในรายการโหนกระแส ชี้ ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าคำสั่งลงโทษมิชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ 720/2569 ที่นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการมรรยาททนายความ คณะกรรมการสภาทนายความ และนายกพิเศษแห่งสภาทนายความ เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางมรรยาททนายความ และขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการบังคับใช้บทลงโทษไว้เป็นการชั่วคราว
คดีดังกล่าวมีที่มาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2564 ซึ่งนายเดชาได้ร่วมออกรายการ "โหนกระแส" ในประเด็น "ผู้กำกับ จ." ระหว่างรายการมีการโฟนอินกับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ซึ่งกล่าวอ้างว่ามีทนายความรายหนึ่งเรียกรับเงินจำนวน 20 ล้านบาท จนทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นนายเดชา
จากเหตุการณ์ดังกล่าว นายเดชาได้โต้ตอบด้วยความไม่พอใจ โดยใช้ถ้อยคำเปรียบเปรยท้าทายว่า หากไม่ไปแจ้งความก็เหมือน "หมา" หลายครั้ง ก่อนที่นายษิทราจะยื่นคำร้องต่อสภาทนายความให้ตรวจสอบการกระทำผิดมรรยาท แม้ภายหลังจะยื่นถอนคำร้องถึง 2 ครั้ง แต่สภาทนายความไม่อนุญาตให้ถอน และยังคงดำเนินการสอบสวนต่อ
ต่อมาคณะกรรมการสภาทนายความมีมติเป็นเอกฉันท์ลงโทษนายเดชา ห้ามทำการเป็นทนายความเป็นเวลา 2 ปี ฐานฝ่าฝืนข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 18 ซึ่งห้ามการกระทำอันเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของวิชาชีพทนายความ โดยนายกพิเศษแห่งสภาทนายความมีคำสั่งยกอุทธรณ์และยืนตามมติดังกล่าว
นายเดชาจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ พร้อมยื่นคำขอให้ศาลทุเลาการบังคับตามคำสั่ง เพื่อให้สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ทนายความได้ชั่วคราวระหว่างรอคำพิพากษา โดยอ้างว่ากระบวนการสอบสวนไม่เป็นธรรม และกรรมการบางรายมีอคติหรือขาดความเป็นกลาง
ด้านผู้ถูกฟ้องคดี ได้แก่ สภาทนายความ ชี้แจงว่า การอนุญาตให้ถอนคำกล่าวหาเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการ ไม่ใช่สิทธิของผู้ร้อง อีกทั้งหลักฐานจากคลิปรายการโทรทัศน์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีการใช้ถ้อยคำเหยียดหยามทนายความด้วยกันผ่านสื่อสาธารณะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของวิชาชีพ
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องกรรมการขาดความเป็นกลาง สภาทนายความยืนยันว่า การลงโทษเป็นมติเอกฉันท์ของคณะกรรมการ และกรรมการที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องได้ออกจากห้องประชุมก่อนการพิจารณาและไม่ได้ร่วมลงมติแต่อย่างใด
ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองได้นั้น ต้องปรากฏครบทั้ง 3 เงื่อนไข ได้แก่ คำสั่งทางปกครองน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย การบังคับใช้จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงยากแก่การเยียวยา และการทุเลาจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการหรือบริการสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม ในชั้นพิจารณาคำขอชั่วคราว ศาลเห็นว่า สภาทนายความมีอำนาจตามกฎหมายที่จะไม่อนุญาตให้ถอนคำกล่าวหาและดำเนินการสอบสวนต่อ อีกทั้งยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าคณะกรรมการพิจารณาคดีทางปกครองขาดความเป็นกลางในลักษณะร้ายแรง เนื่องจากกรรมการผู้มีส่วนได้เสียได้ออกจากห้องประชุมก่อนการลงมติแล้ว
ศาลจึงเห็นว่า ยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ชี้ชัดว่าคำสั่งลงโทษดังกล่าว "น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญประการแรกของการมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเงื่อนไขอื่นต่อไป
ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่ง ส่งผลให้คำสั่งลงโทษห้ามนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ปฏิบัติหน้าที่ทนายความเป็นเวลา 2 ปี ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ระหว่างที่ศาลพิจารณาคดีหลักเกี่ยวกับการขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว.

