การจับจังหวะของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่จะเขย่าโครงสร้างระบบข้าราชการไทยที่อยู่ในภาวะฝีใกล้แตกเต็มทน เป็นช่วงพอดิบพอดีที่มีข่าวอื้อฉาวสอบท้องถิ่นซื้อขายตำแหน่งจนปกรณ์ถึงกับอยากจะหลั่งน้ำตาให้กับแวดวงสีกากี เพราะรู้สึกแย่และผิดหวังอย่างหนัก
การรื้อใหญ่คราวนี้ ปกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่เห็นพ้องกันว่าหากยังไม่ปรับเปลี่ยนคงไปต่อไม่ไหว
“แนวคิดอายุที่จะเออร์ลี่อยู่ที่ประมาณ 40 -45 ปี เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินบำเหน็จบำนาญด้วย ซึ่งหากให้คนอายุ 50 ปีขึ้นไปเออร์ลี่รีไทร์ เขาก็ไม่รู้จะออกไปทำอะไร เพราะการเปลี่ยนทักษะการทำงานเป็นเรื่องที่ยาก โดยเฉพาะทักษะในปัจจุบัน ที่อยู่ในยุคของ AI หลายคนตกงาน”ปกรณ์ว่าไว้อย่างนั้น
มาถอดรหัสแผนผ่าตัดใหญ่ของสำนักงาน ก.พ. ภายใต้การนำของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศกร้าวขอ “รักษาฝีไม่ให้แตกเป็นภาระลูกหลาน”
แรกสุด หากวิเคราะห์สภาพปัญหา จะเห็นระเบิดเวลาจาก “งบประจำ” ที่กลืนกินประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่าวิกฤตที่ฝังรากลึกในระบบราชการไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังที่ขาด “เจตจำนงทางการเมือง” ในการแก้ไขอย่างจริงจัง จนกระทั่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เผยให้เห็นตัวเลขสะท้อนความจริงอันน่ากลัว
นั่นคือ ค่าใช้จ่ายในส่วนของงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนรวมกันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของงบประมาณรายจ่ายประจำ เมื่อบวกกับประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของข้าราชการจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ในขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐกลับลดลง
ขณะเดียวกัน โครงสร้างส่วนกลางที่กระจายไปตั้งอยู่ในภูมิภาคมีความซ้ำซ้อนและใหญ่เกินความจำเป็น จนส่งผลให้นโยบายเดิมที่จะให้ขยายอายุเกษียณราชการ ยุค “อนุทิน 1” สมัยบวรศักดิ์ อุวรรณโณ คุม กพ. ต้องถูกพับเก็บไปเพราะแบกรับงบประมาณไม่ไหว
ความเคลื่อนไหวรื้อใหญ่รอบนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกและเสถียรภาพของคนในเครื่องแบบกากี ความมั่นคงในอาชีพการงานราชการสั่นสะเทือน แม้รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีการเปลี่ยนสิทธิ์สำหรับสัญญาจ้างเดิม แต่จะมีผลบังคับใช้กับ “สัญญาจ้างใหม่” ที่สิทธิประโยชน์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปก็ตาม และแม้รัฐบาลจะระบุว่าไม่คิดลดสิทธิ์ของ พ่อ แม่ ลูก และคู่สมรส แต่การที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลร่วมกับกรมบัญชีกลาง ก็สร้างความระส่ำระสายและตื่นตระหนกให้กับข้าราชการในระบบไม่น้อย
นอกจากนั้น ยังมีแรงบีบให้ข้าราชการต้องปรับตัวทางทักษะ เพราะการที่ ก.พ. และ ก.พ.ร. เตรียมนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ และปรับลดจำนวนหน่วยงานราชการภูมิภาค ทำให้ข้าราชการยุคนี้ต้องเร่งปรับตัวอย่างรุนแรง
สำหรับแผนปฏิรูปที่ถูกกดปุ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง มีโรดแมปสำคัญที่ต้องจับตา ดังนี้
หนึ่ง ปูพรม “Early Retirement” ดีเดย์ปี 2570 ก.พ. ถูกมอบหมายให้เร่งคลอดมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด โดยตั้งเป้าเฟสแรกที่ 4,000 – 5,000 คน เพื่อโละอัตราเดิมด้วยความสมัครใจ แล้วดึง “คนรุ่นใหม่ที่มีทักษะใหม่ๆ” เข้ามาแทนที่เพื่อให้ราชการทันสมัยขึ้น ซึ่งผลจากการซาวด์เสียงเบื้องต้นพบว่ามีสัญญาณบวก ข้าราชการพร้อมใจสนับสนุนมากกว่าที่คาดไว้
สอง โละระบบเหมาจ่าย ดึง “ประกันสุขภาพเอกชน” เสียบแทน จากเดิมที่รัฐใช้วิธีเหมาจ่ายทุกรายการและงบบานปลายทุกปี แนวทางใหม่คือ ก.พ. จับมือกับ กรมบัญชีกลาง และ คปภ. ศึกษาระบบประกันสุขภาพเอกชนมาทดแทนระบบเดิม โดยรัฐจะลงทุนจ่ายเบี้ยให้ต่อหัวในระดับหนึ่ง (Co-payment) หากข้าราชการคนไหนต้องการความคุ้มครองเพิ่ม ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มเองเป็นรายบุคคล
สาม รื้อระบบพนักงานราชการ & โครงสร้างภูมิภาค โดย ยุบ-ลด ส่วนภูมิภาค ด้วยการเร่งปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาค โดยควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มอัตรา และมุ่งปรับลดจำนวนลงให้ได้มากที่สุด ปรับปรุงระบบพนักงานราชการให้มีความยืดหยุ่น คล่องตัว สามารถโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนตำแหน่งได้ง่ายขึ้น ไม่ยึดติดกับแท่งระบบเดิม และ ทบทวนอัตราเงินเพิ่มของข้าราชการประจำต่างประเทศให้สอดคล้องกับวิกฤตค่าครองชีพจริง โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น
การผ่าตัดใหญ่ครั้งนี้คือทางเลือกระหว่าง “ยอมเจ็บเพื่อจบ” หรือ “รอให้ฝีแตกจนระบบล่มสลาย” การเปลี่ยนผ่านสิทธิประโยชน์ของข้าราชการไทยจากระบบรัฐสวัสดิการดั้งเดิมไปสู่ระบบกึ่งเอกชน (ประกันสุขภาพ) และการรีดไขมันองค์กรผ่าน Early Retirement ในปี 2570 จะเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่า รัฐบาลชุดนี้จะทลายกำแพงระบบราชการที่แข็งแกร่งลงได้จริง หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงลมปากเหมือนในอดีต
จ่ายชดเชยหมื่นล้านเซฟแสนล้าน
หากวิเคราะห์ลึกลงไปในแผนยุทธศาสตร์ที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กำลังสั่งการให้สำนักงาน ก.พ. ขับเคลื่อน ดีเดย์ในงบประมาณปี 2570 เป้าหมายเชิงตัวเลขและงบประมาณชดเชยที่ภาครัฐต้องควักจ่ายเพื่อ “รีดไขมัน” ระบบราชการไทยรอบนี้ ตามเป้าหมายการลดจำนวนคน ดีเดย์เฟสแรก 4,000–5,000 คน โดยรื้อเกณฑ์ลดอายุโดยก.พ. เตรียมปรับเกณฑ์อายุขั้นต่ำของผู้เข้าร่วมโครงการลงมาอยู่ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป จากเดิมที่ต้องอายุ 55 ปี หรือเหลืออายุราชการไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งรัฐบาลต้องการปล่อยคนกลุ่มอายุ 40 ปีที่มีความยืดหยุ่นสูง ออกไปรีสกิลตนเองในตลาดแรงงานเอกชนหรือทำธุรกิจส่วนตัวได้สำเร็จ และเปิดทางดึงเด็กจบใหม่ที่มีทักษะดิจิทัลระดับสูงเข้ามาทำงานแทนในสัดส่วนที่น้อยลง
และที่ชัดเจนคือล็อกเป้าตัดลดอัตรา “ธุรการ-เสมียน ซึ่งตำแหน่งที่จะถูก “ยุบและตัดทิ้งถาวร” ทันทีเมื่อคนกลุ่มนี้เออร์ลี่ฯ ออกไป คืองานสายสนับสนุน งานสารบรรณ งานธุรการ และเสมียนพิมพ์ดีด เนื่องจากรัฐบาลมองว่าปัจจุบันข้าราชการมีทักษะคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือที่จัดการระบบเอกสารเองได้แล้ว และจะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสียบแทนที่เพื่อลีนโครงสร้างในแต่ละปีให้ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
ในส่วนของตัวเลขงบประมาณชดเชย รัฐบาลรู้ดีว่าการจะจูงใจให้ข้าราชการยอมปล่อยมือจากอาชีพที่มีความมั่นคงออกไปเผชิญความเสี่ยงข้างนอก จำเป็นต้องใช้ “ข้อเสนอทางการเงินที่จูงใจ” โดยข้าราชการที่เข้าโครงการปี 2570 จะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นเงินก้อนโต ประกอบด้วย เงินชดเชยพิเศษ คำนวณเป็นจำนวนเท่าของเงินเดือนสุดท้าย (เช่น 8 - 15 เท่าของเงินเดือน ขึ้นอยู่กับอายุราชการที่เหลือ) เงินบำเหน็จดำรงชีพ/บำนาญ โดยยังคงได้รับสิทธิ์ในการคำนวณเงินบำนาญรายเดือนต่อเนื่องตามเกณฑ์อายุราชการที่สะสมมา และเงินก้อนจาก กบข.จะได้รับเงินสะสมและเงินสมทบจากภาครัฐเต็มสัดส่วนในฐานะสมาชิก
มองในภาพรวมแล้ว แม้ในงบประมาณปี 2570 รัฐบาลจะต้องตั้งงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หรือโยกงบประมาณนับหมื่นล้านบาทเพื่อมาจ่ายเป็น “เงินก้อนชดเชย” ให้กับข้าราชการ 4,000 - 5,000 คนนี้ในเฟสแรก แต่ในมิติทางเศรษฐศาสตร์คลัง ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสูงสุด เพราะเป็นการจ่ายหมื่นล้านเพื่อเซฟแสนล้าน ซึ่งเป็นเหตุผลว่า ทำไม นายปกรณ์ ถึงมองว่านี่คือแผนการคลังที่ต้องทำ?Image 1
สมมติว่ารัฐบาลจ่ายเงินชดเชยเฉลี่ยหัวละ 1.5 - 2 ล้านบาท เพื่อจูงใจคนให้ออก รัฐจะใช้งบหน้างานทันทีราว 6,000 - 10,000 ล้านบาท ในปี 2570 แต่จะเกิด "ผลสัมฤทธิ์สุทธิในการประหยัดงบ" มหาศาลในระยะยาว เพราะเป็นการตัดขาดวงจรงบผูกพัน 30 ปี ข้าราชการ 1 คนที่ลาออกตอนอายุ 40 ปี จะทำให้รัฐบาลประหยัดเงินค่าเงินเดือนที่จะต้องปรับขึ้นทุกปีไปอีก 20 ปี และประหยัดค่ารักษาพยาบาลพ่วงครอบครัว รวมถึงเพดานบำนาญสุดท้ายในบั้นปลายที่คิดเป็น 50-70% ของเงินเดือนที่สูงลิ่ว และอัตราที่ว่างลงจากการเออร์ลี่ฯ จะถูก ก.พ. ล็อกตายห้ามบรรจุใหม่ในสายงานเดิม ซึ่งจะลดทอนตัวเลขรวมข้าราชการจากปัจจุบัน 1.7 ล้านคนลงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ปฏิบัติการควักเงินก้อนโตจูงใจคนอายุ 40 ปีให้เออร์ลี่รีไทร์ในปี 2570 นี้ จึงเป็น “การเฉือนเนื้อ” เพื่อหยุดยั้งระเบิดเวลาทางการคลัง ก่อนที่งบประมาณรายจ่ายประจำของระบบราชการจะพาล่มสลาย
เงินเดือน ค่าหมอ บำนาญ เบ่งบานไม่หยุด
หากพิจารณาข้อมูลสถิติเชิงลึกเกี่ยวกับอัตรากำลังของข้าราชการไทย และรายละเอียดค่าใช้จ่ายเบื้องหลังที่กำลังเป็นชนวนเหตุให้ ก.พ.ต้องเร่งผ่าตัดระบบโครงสร้างงบประมาณ จะเห็นข้อมูลจากสำนักงาน ก.พ. ระบุว่า “กำลังคนภาครัฐ” ทั้งหมดมีตัวเลขรวมกลมๆ อยู่ที่ ประมาณ 3 ล้านคน แต่สามารถแยกหมวดหมู่ตามสถานะทางกฎหมายออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ข้าราชการ (สัดส่วนหลักที่มีสิทธิ์บำเหน็จบำนาญ) มีจำนวนประมาณ 1,756,703 คน แยกเป็น ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีสัดส่วนมากที่สุด ประมาณ 4.4 แสนคน ข้าราชการพลเรือนสามัญ ประมาณ 4.1 แสนคน ทหาร ประมาณ 3.6-4.0 แสนคน ตำรวจ ประมาณ 2.1 แสนคน ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ประมาณ 2.4-2.5 แสนคน บุคลากรเฉพาะทางอื่นๆ เช่น ตุลาการ, อัยการ, ข้าราชการรัฐสภา และองค์กรอิสระ รวมกันประมาณ 4-5 หมื่นคน
กลุ่มที่ 2 บุคลากรภาครัฐประเภทอื่น (ไม่ใช่ข้าราชการและไม่มีสิทธิ์บำนาญ) มีจำนวนประมาณ 1,245,737 คน ประกอบไปด้วย ลูกจ้างชั่วคราว, พนักงานจ้าง, พนักงานรัฐวิสาหกิจ, พนักงานราชการ, พนักงานมหาวิทยาลัย และลูกจ้างประจำ
สำหรับในส่วนเงินเดือน ค่าหมอ และบำนาญ ภาระผูกพันสามส่วนนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาทเผชิญกับสภาวะตึงตัวทางการคลังอย่างหนัก เนื่องจากค่าใช้จ่ายประจำทั้ง 3 ขา ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินเกณฑ์ควบคุม
ขาที่หนึ่ง งบบุคลากร (เงินเดือนและค่าจ้าง) สถานการณ์ปัจจุบัน ถือเป็นงบก้อนใหญ่ที่สุดในโครงสร้างงบประมาณประจำ ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% ต่อปีในบางช่วง จากการที่รัฐบาลปรับฐานเงินเดือนเพื่อดึงดูดบุคลากร (เช่น วุฒิปริญญาตรีขยับขึ้นไปแตะระดับ 18,150 – 19,970 บาท) ทำให้แรงเหวี่ยงของงบประมาณฐานเงินเดือนสะสมโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตามจำนวนคน
ขาที่สอง ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ สถานการณ์ปัจจุบันจัดอยู่ในงบกลางที่กลายเป็น “ภาระถาวร” ของประเทศ สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างประชากรไทยที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้กลุ่มข้าราชการที่เกษียณอายุไปแล้ว (รวมถึงบิดามารดาที่ได้รับสิทธิ์) มีจำนวนสะสมเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนเทคโนโลยีทางการแพทย์และค่ายาในปัจจุบันแพงขึ้นอย่างมาก
ปมปัญหาที่เผชิญอยู่เวลานี้ เนื่องจากระบบปัจจุบันเปิดช่องให้เข้าถึงการรักษาแบบ “ระบบจ่ายตรง” ได้ไม่จำกัด รัฐบาลจึงต้องแบกรับการเติบโตของงบรักษาพยาบาลข้าราชการที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณทุกปี จน ก.พ. ต้องเร่งหาแนวทางดึงระบบประกันสุขภาพของเอกชนเข้ามาซื้อแทนเพื่อควบคุมเพดานค่าใช้จ่ายต่อหัว
ขาที่สาม เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ และบำนาญ สถานการณ์ปัจจุบัน เป็นงบผูกพันระยะยาวที่ “ลดไม่ได้” ตามกฎหมาย โดยเมื่อรวมตัวเลขเฉพาะ เงินเดือนข้าราชการและงบบำนาญ เข้าด้วยกัน ปัจจุบันพุ่งสูงถึง 1.24 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งประเทศ เรียบร้อยแล้ว ตัวเลขนี้จะยังคงวิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่จำนวนผู้ได้รับสิทธิ์สะสม ซึ่งหมายถึงข้าราชการที่เกษียณแต่ยังมีชีวิตอยู่ เพิ่มมากขึ้นในระบบ ขณะที่ข้าราชการรุ่นใหม่ๆ ก็ยังคงบรรจุเข้ามาเติมสิทธิ์ต่อเนื่องในทุกปี
เมื่อ “เงินเดือน + ค่ารักษาพยาบาล + บำนาญ” กินสัดส่วนมากกว่า 70% ของรายจ่ายประจำทั้งหมดของประเทศ มันจึงส่งผลลบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลจะเหลือเงินงบประมาณไปใช้ใน “งบลงทุน” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลงเรื่อยๆ
นี่คือเหตุผลเชิงตัวเลขว่าทำไม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ และสำนักงาน ก.พ. ถึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องบังคับใช้มาตรการ "Early Retirement" ในปี 2570 เพื่อรีดไขมันจำนวนคนออกจากระบบให้เร็วที่สุด
หากไล่เรียงงบประมาณเฉพาะในส่วนของเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ข้าราชการ (ไม่รวมงบรักษาพยาบาล) จะเห็นแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปี พ.ศ. 2560 งบประมาณอยู่ที่ราว 2.1 แสนล้านบาท
ปี พ.ศ. 2564 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3.08 แสนล้านบาท
ปี พ.ศ. 2569 ตัวเลขไต่ขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 3.6 แสนล้านบาท
ปี พ.ศ. 2570 (งบประมาณล่าสุด) รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในส่วน เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เอาไว้ที่ 389,090 ล้านบาท (ขยับขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้า เป็นจำนวนเงินเพิ่มขึ้น 24,801.3 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.8%) ซึ่งถือเป็นอัตราเร่งสะสมที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์จากการเพิ่มขึ้นของผู้รับสิทธิ์วัยเกษียณ
เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตสะสม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณส่วนนี้เติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงถึง ร้อยละ 10.82 ต่อปี ในขณะที่งบเงินเดือนข้าราชการที่ทำงานอยู่ (งบบุคลากร) โตเฉลี่ยเพียงแค่ร้อยละ 1.73 ต่อปีเท่านั้น
ขณะเดียวกัน สถิติล่าสุดจากกรมบัญชีกลางสะท้อนดัชนีชี้วัดที่วิ่งชันขึ้นอย่างน่ากลัวในส่วนของงบประมาณสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่ขยายตัวแบบก้าวกระโดด โดยตัวเลขเบิกจ่ายย้อนหลัง 5 ปี มีดังนี้
ปีงบประมาณ 2563 เบิกจ่าย 76,023 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2564 เบิกจ่าย 79,725 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2565 เบิกจ่าย 90,699 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2566 เบิกจ่าย 96,507 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2567 เป็นต้นมา ทะลุหลักแสนล้านอยู่ที่ 106,557 ล้านบาท
เมื่อประเมินแนวโน้มในปัจจุบัน งบประมาณส่วนนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งทยานอย่างไม่มีเพดานกั้น หากไม่มีมาตรการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ
“หากไม่ทำวันนี้ และรอไปอีก 10 ปี ปัญหาก็จะเกิด และคนรุ่นต่อไปจะมีปัญหา และกลายเป็นว่าคนที่อายุเยอะทิ้งปัญหาไว้ให้คนรุ่นหลัง รับรองย้ำว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่หมกมานานแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องยอมรับ และต้องดูว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ประเภทที่มาด่ามาแซะกัน ไม่ขอรับฟัง แต่ถ้าเสนอแนวคิดว่าให้ทำแบบนี้แบบนั้น แบบนี้ตนชอบขอความเห็นแบบนั้นดีกว่า”ปกรณ์ยืนยันแนวคิดหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ดังนั้น คงต้องติดตามกันต่อไปว่า การรื้อใหญ่ระบบราชการไทยรอบนี้ จะสัมฤทธิผลหรือไม่ อย่างไร.

