xs
xsm
sm
md
lg

ป.ป.ช.ชี้มูลอดีต ผอ.ศูนย์ออกโฉนดสุราษฎร์-ชุมพร และพวก ออกเอกสารทับที่ป่าพรุ-ป่าชายเลน 29 แปลง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ป.ป.ช.ฟันอาญา-วินัย กลุ่มสำรวจที่ดิน-ขอออกโฉนด จังหวัดสุราษฎร์ธานี-ชุมพร 29 แปลง ทับที่ดินป่าพรุ-ป่าชายเลน


วันนี้(10ก.ค.)คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนางประทีป ชูชาติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี-ชุมพรกับพวก กรณีร่วมกันเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเลขที่ 33479-33507 ตำบลบางน้ำจืดอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร รวม 29 แปลง เมื่อปีงบประมาณ 2550 ในเขตป่าชายเลนโดยไม่ชอบ โดยการไต่สวนปรากฏว่าในปี 2550 กรมที่ดินได้กำหนดแผนปฏิบัติงานโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ สนับสนุนนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาลประจำปี 2550 เพื่อเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศรวมจังหวัดชุมพรด้วย โดยคณะกรรมการกำหนดพื้นที่ที่จะสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดชุมพร เห็นชอบให้กำหนดพื้นที่ครอบคลุมทั้งอำเภอ รวม 3 อำเภอได้แก่ ถึงที่อำเภอเมืองชุมพร อำเภอหลังสวน และอำเภอละแม ยกเว้นที่ดินของรัฐทุกประเภท โดยในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 จังหวัดชุมพรได้ออกประกาศกำหนดท้องที่และวันเริ่มต้นเดินสำรวจรังวัด เริ่มดำเนินการระหว่าง 1 ธันวาคม 2549 - 30 กันยายน 2550
ซึ่งก่อนหน้านั้นกรมที่ดินได้มีคำสั่งแต่งตั้งนางประทีป ชูชาติ เจ้าหน้าที่บริหารที่ดิน 7 เป็นผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี-ชุมพร ,นางปราณี อู่เจริญ เจ้าหน้าที่บริหารที่ดิน 7 เป็นผู้กำกับการเดินสำรวจ นายปัญญา สมใจหมาย นายช่างรังวัด 6 เป็นผู้กำกับการรังวัด นางจิรวรรณ ชูภู่ เจ้าหน้าที่ที่ดิน 5 เป็นผู้สอบสวนสิทธิ และนายเทียนชัย กันณะ นายช่างรังวัด 4 เป็นผู้เดินสำรวจทางวัด โดยปรากฏว่านางประทีปชูชาติกับพวกร่วมกันออกโฉนดที่ดิน รวม 29 แปลง ในพื้นที่ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร ทั้งที่ผลการอ่านแปรภาพถ่ายของสำนักเทคโนโลยีทำแผนที่ กรมที่ดิน พบว่าปี พ.ศ. 2518 พื้นที่ทั้งหมดของแปลงที่ดินปรากฏเป็นป่าบึงหรือป่าพรุ ( F105 รหัสตำแนกประเภทการใช้ประโยน์ที่ดิน) ไม่มีการทำประโยชน์และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 12 (สวี ชุมพร) ได้ตรวจสอบตำแหน่งที่ดินของโฉนดเลขที่ดินดังกล่าวพบว่ามีที่ดินคาบเกี่ยวเขตป่าชายเลน จำนวน 1 แปลง และ 28 แปลง ดินอยู่ในเขตป่าสงวน ตามมติคณะรัฐมนตรี 15 ธันวาคม 2530 รวมทั้งได้ตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังพบว่า พ.ศ. 2498 และ พ.ศ. 2518 พบว่าที่ดินดังกล่าวไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์และมีสภาพเป็นป่าชายเลนเต็มทั้งแปลง และในปี 2538 ยังคงมีสภาพเป็นป่าชายเลน

ดังนั้นที่ดินดังกล่าวไม่ได้มีการครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาก่อนที่จะกำหนดเป็นป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องห้ามไม่ให้ออกโฉนดที่ดินตามกฎกระทรวงฉบับที่ 43 พ.ศ.2537 นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่ากระบวนการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและหยุดยั้งการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลน ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่มธ 0719/ว1066 เรื่องการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลน ลงวันที่ 1 เมษายน 2540 กรณีนี้จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ ให้แก่กลุ่มผู้ขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งได้นำใบไต่สวนที่ระบุว่าก่นสร้างด้วยตนเอง ประมาณปีพ.ศ. 2510 มาขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งขัดแย้งกับผลการอ่านแปรภาพถ่ายกับปรากฏว่าไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์และมีสภาพเป็นป่าชายเลนเต็มทั้งแปลง โดยออกโฉนดที่ดินให้แก่ นายอภิศักดิ์ ช่วยเพชร นายธวัช ฉายตั้น นางกัลญา พิลึก นายกังวาน ตันติธนานนท์ นางสาวพัชฎาพร หรือจิณัฎฐ์ชญา สุวรรณปฏิมา นายวินัย เจริญศิลป์ นายวีระชัย ฉัตรระกูล และนายสมดี ศรีสวัสดิ์ โดยมีนายปิ่น จันทสถิตย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปกครองท้องที่ เป็นผู้นำเจ้าหน้าที่เดินสำรวจรังวัดและนำชี้แนวเขตแปลงที่ดินที่ขอออกโฉนด รวมทั้งลงนามในใบไต่สวน (น.ส.5) รับรองการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวว่าเป็นที่สวนปลูกปาล์มน้ำมันเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งได้ครอบครองทำประโยชน์ทั้งแปลงและไม่เป็นที่สงวนหวงห้ามหรือที่สาธารณะประโยชน์ ทั้งที่ที่ดินอยู่ในเขตป่าชายเลน อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. และพิจารณาและมีมติว่าการกระทำของนางประทีป ชูชาติ นางปราณี อู่เจริญ นายปัญญา สมใจหมาย นางจิราวัลย์ ชูภู่ และนายเทียนชัย กันณะ มีมูลความผิดทางอาญา มาตรา 151 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ขณะที่การกระทำของนายปิ่น จันทร์สถิตย์ มีมนต์ความผิดทางอาญาฐานสนับสนุนการกระทำของนางประทีป กับพวกและมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนการกระทำของผู้ขอออกโฉนดที่ดิน 8 ราย มีมูลความผิดฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนนายปิ่น จันทร์สถิตย์ และนายกังวาน ตันติธนานนท์ เนื่องจากถึงจากความตายแล้ว จึงระงับฟ้องคดีอาญา และจำหน่ายคดีออกจากสารบบ ทั้งนี้ให้ส่งรายงานการไต่สวนเอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดให้ดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณารวมถึงส่งให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการเอาผิดทางวินัยต่อไป