xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตหนัก! รพ.รัฐ 400 แห่ง "เงินติดลบ" สว.หมอวีระพันธ์ เตือนถ้าไม่แก้ เสี่ยงโดมิโนยาขาด-คนไข้รับเคราะห์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย” เผยข้อมูลสุดช็อก พบรพ.รัฐกว่า 400 แห่งทั่วประเทศกำลังเผชิญภาวะ 'เงินบำรุงติดลบ' ขณะที่กลุ่มวิกฤตการเงินระดับสูงสุดพุ่งพรวดถึง 3 เท่าตัว ชี้ต้นตอจากรายรับระบบบัตรทองไม่สะท้อนต้นทุนจริง เตือนรัฐเร่งรื้อโครงสร้างการเงินด่วน ก่อนลุกลามเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ ยาขาดแคลน-เครื่องมือแพทย์ไร้การซ่อมบำรุง

วันนี้ (10 ก.ค.) เฟซบุ๊ก “Veerapun Suvannamai” หรือ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัยรองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อมูลจากกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เผยถึงสถานการณ์การเงินของโรงพยาบาลรัฐเข้าขั้นวิกฤตหนัก

โดยระบุว่า “วิกฤตการเงิน รพ.ยังไม่คลี่คลาย
นับวันยิ่งหนักขึ้น เรื่องนี้กระทบทุกคน!

ผมเพิ่งเห็นตัวเลขเงินบำรุงโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 แล้วต้องบอกตรงๆ ว่านี่ไม่ใช่สัญญาณเตือนธรรมดาแล้ว แต่เป็นไฟแดงที่กะพริบอยู่ตรงหน้าเราทุกคน

เงินบำรุงคือเงินหมุนเวียนที่โรงพยาบาลใช้ซื้อยา เวชภัณฑ์ จ่ายค่าตอบแทนบุคลากร และซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์

พูดง่ายๆ “คือเงินในกระเป๋าที่ทำให้โรงพยาบาลเปิดประตูรับคนไข้ได้ทุกวัน”

ตัวเลขล่าสุดบอกอะไรเราบ้าง

ทั้งประเทศมีโรงพยาบาล 903 แห่ง เงินบำรุงคงเหลือสุทธิรวมกันเหลือเพียง 18,978 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนถึง 3,725 ล้านบาท ภายในเวลาไม่กี่เดือน

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ 400 แห่ง เงินบำรุงติดลบ หมายความว่าใช้เงินเกินกว่าที่มีอยู่แล้ว และอีก 485 แห่ง มีเงินเหลือน้อยกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งสำหรับโรงพยาบาลหนึ่งแห่ง เงินจำนวนนี้อาจไม่พอค่ายาแม้แต่เดือนเดียว

กลุ่มที่หนักที่สุดคือโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นด่านหน้าดูแลคนในอำเภอทั่วประเทศ ติดลบไปแล้ว 339 แห่ง มากที่สุดในทุกประเภท นี่คือโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านพ่อแม่ ปู่ย่าตายายของพวกเราที่สุด

และตัวเลขที่ทำให้ผมต้องออกมาย้ำถึงความอันตรายของระบบอีกครั้ง คือ

โรงพยาบาลที่อยู่ในภาวะวิกฤตการเงินระดับสูงสุด หรือระดับ 7 เพิ่มจาก 9 แห่ง เป็น 30 แห่ง ภายในไม่กี่เดือน พุ่งขึ้น 3 เท่า
วิกฤตระดับ 6 เพิ่มจาก 15 เป็น 32 แห่ง
ระดับ 5 เพิ่มจาก 4 เป็น 16 แห่ง
ทุกระดับพุ่งขึ้นพร้อมกันหมด

ถ้าปล่อยไว้ อะไรจะเกิดขึ้น?

โรงพยาบาลที่เงินติดลบจะเริ่มจากการค้างจ่ายค่ายาบริษัทยา เมื่อค้างนานเข้า บริษัทจะหยุดส่งยา ยาบางตัวจะขาด คนไข้โรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดัน หัวใจ จะได้ยาไม่ครบหรือต้องเปลี่ยนยา เครื่องมือแพทย์ที่เสียจะไม่ได้ซ่อม บุคลากรที่เหนื่อยล้าอยู่แล้วจะยิ่งขาดขวัญกำลังใจ และสุดท้ายคุณภาพการรักษาจะค่อยๆ ถดถอยลงโดยที่ประชาชนไม่ทันรู้ตัว จนกระทั่งวันที่เราหรือคนที่เรารักต้องเข้าโรงพยาบาลเอง

ต้นตอของปัญหาไม่ใช่ว่าหมอพยาบาลทำงานไม่ดี แต่คือรายรับที่โรงพยาบาลได้จากระบบหลักประกันสุขภาพไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งค่ายา ค่าแรง และจำนวนผู้ป่วยสูงอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรายรับต่ำกว่ารายจ่ายต่อเนื่องหลายปี เงินสะสมที่เคยมีก็ค่อยๆ ละลายหายไปอย่างที่เห็นในตัวเลขวันนี้

ในฐานะที่ผมทำงานอยู่ในกรรมาธิการสาธารณสุขของวุฒิสภา ผมกำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือเรื่องความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ การจัดสรรงบประมาณให้สะท้อนต้นทุนจริง และการแก้โครงสร้างการเงินการคลังสุขภาพ ต้องทำก่อนที่โรงพยาบาลจะล้มเป็นโดมิโน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ตอนนี้คือ ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุด เพราะการป้องกันโรคคือการลดภาระระบบสาธารณสุขที่ตรงที่สุด และช่วยกันส่งเสียงให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นว่าเรื่องนี้รอไม่ได้

ที่มา: ข้อมูลกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ณ 31 พฤษภาคม 2569

ขอให้ทุกท่านแข็งแรงและมีความสุข”