กรมการปกครองเปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ลุยปราบเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ สวมสิทธิแจ้งเกิดเท็จให้บุตรชาวต่างด้าวได้สัญชาติไทย
วันที่ (9 กรกฎาคม 2569) เวลา 15.30 น. ณ ห้อง ศปก.บก.น.8 ชั้น 1 กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโท นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” เพื่อปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีพฤติการณ์อำพรางการจดทะเบียนสมรส และทุจริตระบบทะเบียนราษฎร เพื่อแจ้งเกิดให้บุตรชาวต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยอันเป็นเท็จ
ในการนี้ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให้ นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการดังกล่าว
ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการสืบสวนขยายผลจากกรณีการจับกุมชายสัญชาติจีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน โดยพบพฤติการณ์การจ้างวานชายไทยให้จดทะเบียนสมรสและรับรองบุตรอันเป็นเท็จ เพื่อใช้เป็นช่องทางให้บุตรของชาวต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเอกชนและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตเข้าไปเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการรับแจ้งเกิด
จากการตรวจสอบฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง พบรายการแจ้งเกิดระหว่างมารดาชาวจีนกับบิดาสัญชาติไทย ที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง จำนวน 164 ราย โดยเฉพาะกรณีที่มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นผู้แจ้งเกิด และมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตเป็นนายทะเบียนผู้รับแจ้ง จำนวน 62 ราย ต่อมาจากการสืบสวนเชิงลึก ทั้งการสอบปากคำพยานบุคคล การตรวจสอบเอกสารรับแจ้งการเกิด เวชระเบียนของโรงพยาบาล และการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม หรือ DNA พบการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จอย่างชัดเจนแล้วอย่างน้อย 19 ราย
กรมการปกครองจึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือ เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต ชายไทยที่เป็นบิดาเท็จ รวมถึงบิดาและมารดาชาวจีน ในความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การขอออกหมายจับต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จำนวน 40 หมาย
สำหรับผลการปฏิบัติการครั้งนี้ ศาลได้อนุมัติหมายจับแล้ว จำนวน 21 หมาย และหมายค้น จำนวน 53 หมาย โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว จำนวน 16 คน และอยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่เหลือเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน กรมการปกครองได้แจ้งให้นายทะเบียนที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพิกถอนการแจ้งเกิดของเด็กที่พบว่าเป็นการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จแล้วทั้งหมด
นอกจากนี้ กรณีดังกล่าวยังเข้าข่ายเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยสำนักงาน ปปง. จะดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินการกับทรัพย์สินของเครือข่ายผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
กรมการปกครองได้ยกระดับมาตรการป้องกันการทุจริตด้านทะเบียนราษฎรอย่างเข้มงวด โดยกำหนดให้บิดาและมารดานำหลักฐานการเกิดมาแสดงต่อนายทะเบียนด้วยตนเอง การแยกสอบสวน การตรวจสอบหนังสือรับรองการเกิดของโรงพยาบาล และในกรณีที่มีข้อพิรุธสงสัย ให้นายทะเบียนส่งตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม หรือ DNA เพื่อป้องกันการสวมสิทธิและการแสวงหาประโยชน์จากระบบทะเบียนราษฎรของไทย
ทั้งนี้ กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย จะเดินหน้าตรวจสอบรายการแจ้งเกิดบุตรของคนต่างด้าวกับคนไทยที่มีข้อพิรุธ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยหากพบว่ามีผู้ใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ บุคลากรภาคเอกชน หรือเครือข่ายผู้สนับสนุน จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบทะเบียนราษฎร ป้องกันการสวมสิทธิ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า เราให้ความสำคัญในการปกป้องสิทธิคนไทย และการปราบปรามอาชญากรรมแบบนี้ และอาชญากรรมเหล่านี้มาหลายรูปแบบ ซึ่งเรายังสืบสวนอย่างเข้มงวดว่ามีรูปแบบไหนบ้าง ที่เรายังไม่ทราบ และอาจมีการสื่อสารไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะมีหลายกรณีที่เข้าไปดูพบว่ามีการติดต่อกันผ่านช่องทางออนไลน์ ก็จะมีองค์ประกอบของชุดปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น
พร้อมเน้นย้ำ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกส่วนงานราชการที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง จะเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ยึดหลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา อะไรผิดก็คือผิด ไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมทั้งทำการสืบสวนสอบสวนและขยายผลค้นหาเครือข่ายทั้งหมด ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้แนวทางในการทำงาน โดยยึดหลักการ ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม หากพบว่า ผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวมตลอดทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือองค์กรภาคเอกชนใดที่เข้าไปมีส่วนช่วยเหลือหรือสนับสนุนการกระทำผิด จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยจะยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

