xs
xsm
sm
md
lg

ผบ.ตร.ตั้งทีมสอบปมทุจริตสอบบรรจุ ขรก.ท้องถิ่น ตรวจผู้เกี่ยวข้อง กว่า 6,000 ราย ย้ำไม่ฟอกขาว สรุปผลใน 20 วัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.
ผบ.ตร. เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งคณะทำงานเร่งตรวจสอบข้อร้องเรียนการสอบคัดเลือกท้องถิ่น วางกรอบสรุปข้อเท็จจริงภายใน 20 วัน ก่อนเสนอรายงานต่อนายกรัฐมนตรีใน 30 วัน ยืนยันตรวจสอบทุกฝ่ายกว่า 6,000 คน โปร่งใส ไม่ใช่การฟอกขาว และหากพบความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที

วันนี้ (9 ก.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง,สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ,สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน,สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดแนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกท้องถิ่น

ภายหลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง 30 นาที พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการแบ่งหน้าที่ของคณะทำงาน ภายใต้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยคณะทำงานมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงและตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ บริษัทเอกชน หรือผู้เข้าสอบ เพื่อรายงานผลต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ เบื้องต้นได้กำหนดกรอบการทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 20 วัน ก่อนสรุปรายงานเสนอให้นายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน โดยคณะทำงานจะตรวจสอบทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อหาว่าขั้นตอนใดของกระบวนการสอบมีความบกพร่อง และมีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง

สำหรับการตรวจสอบจะครอบคลุมบุคคลที่เกี่ยวข้องประมาณ 6,000 คน ซึ่งจะแบ่งกลุ่มเพื่อตรวจสอบเป็นรายกรณี หากพบพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายกระทำผิด จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามขั้นตอน
ส่วนบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในสังคม เช่น น.ส.ส้มและ นายกฤษ นายกเทศมนตรีเมืองควนลัง จ.สงขลา รวมถึงผู้ที่โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการสอบในจ.พังงา ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต แต่คณะทำงานจะเชิญทั้งหมดมาให้ข้อมูลประกอบการตรวจสอบ

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า คณะทำงานชุดนี้ไม่มีอำนาจควบคุมตัวหรือดำเนินคดีอาญา หากภายหลังพบพยานหลักฐานจนมีการออกหมายจับ จะเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการดำเนินการตามกฎหมาย หากดําเนินการไม่แล้วเสร็จตามกรอบ 20 วัน จำเป็นสามารถขยายระยะเวลาการตรวจสอบออกไปได้ แต่เชื่อมั่นว่าคณะทำงานจะสามารถรวบรวมข้อเท็จจริงและสรุปผลได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมยืนยันด้วยว่า การตรวจสอบของคณะทำงานชุดนี้ เป็นคนละส่วนกับคดีที่กระทรวงมหาดไทยแจ้งความกับกองปราบปรามในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร รวมถึงคดีร้องเรียนกรณีปลัดจังหวัดภูเก็ตเรียกรับผลประโยชน์จากการสอบท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) โดยตรง

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่า การตั้งคณะทำงานที่มีหลายหน่วยงานร่วมกันตรวจสอบในครั้งนี้ ไม่ใช่การฟอกขาวหรือช่วยเหลือบุคคลใด แต่มีเป้าหมายเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมา ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต