วันนี้ (9 ก.ค. 2569) สำนักข่าวแห่งชาติ เบอร์นามา (BERNAMA) ของมาเลเซีย รายงานว่า ประเทศมาเลเซียและประเทศไทยสามารถบรรลุข้อตกลงและคลี่คลายประเด็นคงค้างเกี่ยวกับการเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ประมง พร้อมทั้งเห็นพ้องที่จะเร่งรัดให้บันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร โดยมีผลบังคับใช้ภายในหนึ่งสัปดาห์นับจากนี้
.
การลงนามใน MoU ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันนี้ ที่เมืองปุตราจายา ทางตอนใต้ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ เนื่องในโอกาสการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายอนุทิน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยน MoU ระหว่างนายโมฮาหมัด ซาบู รมว.เกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ของไทย
.
นายอันวาร์ กล่าวในช่วงแถลงข่าวร่วมว่า ข้อตกลงนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการขยายมูลค่าการค้าระหว่างกัน เราได้คลี่คลายประเด็นคงค้างด้านการประมงด้วยความมุ่งมั่นของรัฐมนตรีทั้งสองฝ่าย โดยทางไทยต้องการให้บันทึกความเข้าใจนี้มีผลบังคับใช้ภายในหนึ่งเดือนครึ่ง แต่เราได้ตกลงร่วมกันว่าควรให้มีผลบังคับใช้ภายในหนึ่งสัปดาห์
.
ด้านนายอนุทินได้แสดงความยินดีต่อความร่วมมือนี้เช่นกัน โดยระบุว่าประเด็นความมั่นคงทางอาหารเป็นหัวข้อหลักในการหารือครั้งนี้ ในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เรายินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของทั้งสองฝ่าย เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างมิตรภาพ ซึ่งเราเพิ่งบรรลุข้อตกลงไปเมื่อครู่เกี่ยวกับกรณีคงค้างในการเปิดตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ประมงและสินค้าเกษตร
.
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซียระบุในแถลงการณ์ว่า MoU ฉบับนี้จะให้กรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมในด้านยุทธศาสตร์ต่างๆ รวมถึง การเพาะปลูกพืช, ปศุสัตว์, การประมง, การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการตลาดสินค้าเกษตร
.
นอกจากนี้ ข้อตกลงยังครอบคลุมถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D), การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร, ความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity), มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) รวมถึงสาขาอื่นๆ ที่มีความสนใจร่วมกัน
.
กระทรวงฯ กล่าวเสริมว่า กรอบความร่วมมือนี้จะช่วยกระชับการสื่อสารและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านกลไกที่มีโครงสร้างชัดเจน โปร่งใส และต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรและอาหารเกษตร (Agri-food) ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเชิงรุกมากยิ่งขึ้น
.
นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังได้หารือทวิภาคีร่วมกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน
.
สำหรับที่มาของข้อพิพาทก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 มาเลเซียได้ยกระดับการควบคุมการนำเข้าผลิตภัณฑ์ประมงจากไทย โดยกำหนดให้ต้องมีใบรับรองผลการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis: CoA) สำหรับปลากะพงขาว และสั่งระงับการนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราว ได้แก่ กุ้งกุลาดำลายเสือ (Penaeus esculentes / Brown tiger prawn), กุ้งแชบ๊วย (Fenneropenaeus merguiensis / Banana prawn), กุ้งขาวแวนนาไม (Penaeus vannamei / Whiteleg shrimp), กุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon / Giant tiger prawn) และกุ้งฟ้า (Penaeus stylirostris / Blue shrimp)
.
ทั้งนี้ การค้าด้านเกษตรกรรมและอาหารเกษตรระหว่างมาเลเซียและไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าสูงถึง 20,330 ล้านริงกิต (ประมาณ 166,000 ล้านบาท) ในช่วงเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา สินค้าส่งออกหลักของมาเลเซียไปยังประเทศไทย ได้แก่ กาแฟ โกโก้ ชา เครื่องเทศ และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ขณะที่สินค้านำเข้าหลักจากไทยประกอบด้วยเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อสัตว์
......
Sondhi X

