วันนี้ (9 ก.ค. 2569) จากกรณีที่บุคคลปริศนานามว่า "สุภาพร พิมพงษ์" ปรากฎในแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ซึ่งนักลงทุนต้องยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทุกครั้งที่มีการซื้อหรือขายหุ้นข้ามทุก ๆ ระดับ 5% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด พบว่า 15 มิ.ย. 2569 สำนักงาน ก.ล.ต. แจ้งว่า บุคคลที่ชื่อว่า "สุภาพร พิมพงษ์" ระบุรายงานการได้มาซึ่งหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เพิ่มอีกประมาณ 3.2174% ของสิทธิออกเสียง จากเดิมที่มีอยู่ ทำให้ถือหุ้นรวม 7.0992% เท่ากับว่าจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 6 ของ TRUE ทันที ด้วยมูลค่าหุ้นตามราคาตลาดประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ทำให้นักลงทุนจำนวนมากตั้งข้อสงสัยว่าชื่อของ "สุภาพร พิมพงษ์" มาจากไหนเพราะไม่มีใครรู้จัก
.
ต่อมาวันที่ 6 ก.ค. 2569 TRUE ทำหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ข้อมูลในแบบ 246-2 ดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งหมายถึงข้อมูลในรายงานดังกล่าวยังไม่ครบถ้วน และ อยู่ระหว่างการสอบทาน นอกจากนี้ บริษัทมีข้อสังเกตว่า ข้อมูลในแบบ 246-2 ดังกล่าว อาจมีความไม่ถูกต้อง เนื่องจากบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Shares เป็นตราสารทุนที่มีสิทธิพิเศษเหนือผู้ถือหุ้นสามัญ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้น) ให้แก่บุคคลเป็นการทั่วไป และในปัจจุบัน บริษัทไม่มีหลักทรัพย์ประเภทหุ้นบุริมสิทธิแล้ว ซึ่งบริษัทได้ขอให้สำนักงาน ก.ล.ต. ตรวจสอบข้อมูล และรับทราบว่าจะติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงจากบุคคลผู้ยื่นแบบ 246-2 ฉบับดังกล่าว
.
อีกด้านหนึ่ง จากการสืบค้นข้อมูลรายงานของ ก.ล.ต.พบว่า ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา มีชื่อของ "สุภาพร พิมพงษ์" ปรากฎในรายงานการถือครองหุ้นในบริษัทจดทะเบียนอีกอย่างน้อย 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR, บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GJS, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV เจ้าของสายการบินไทยแอร์เอเชีย และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กลายเป็นบุคคลปริศนาที่สาธารณชนที่อยากเห็นตัวตนที่แท้จริง เพราะไม่สามารถค้นหาประวัติความเป็นมาได้
.
ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต.แถลงข่าวระบุว่า ผลการตรวจสอบรายงานแบบ 246-2 ของ น.ส.สุภาพร พิมพงษ์ ระบุว่า มีการบันทึกเข้าระบบระหว่างวันที่ 30 มิ.ย. ถึง 2 ก.ค. 2569 เมื่อพบความผิดปกติจึงระบุสถานะเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ไว้ก่อน เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2569 แต่เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง ต่อมาวันที่ 7 ก.ค. 2569 จึงได้เปลี่ยนสถานะเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” ล่าสุดเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง เช่น ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียนในช่วงภายหลังของเข้าซื้อและไม่มีรายงานการขายหุ้นออก ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มา ไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุ การรายงานจำนวนหุ้นที่ถือครองหรือได้มา ไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 สำนักงาน ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบแล้ว
.
นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบพบว่า น.ส.สุภาพร รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 (แบบ 59) โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงาน สำนักงาน ก.ล.ต. จึงได้นำข้อมูลออกจากระบบแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูล ซึ่งกรณีการนำส่งข้อมูลที่เป็นเท็จหรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญต่อ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไป เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่ง น.ส.สุภาพร พิมพงษ์ มีตัวตนอยู่จริงและมีการรายงานเข้ามาในระบบของ ก.ล.ต.จริง แต่ข้อมูลทั้งหมดที่บันทึกเข้ามาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีความถูกต้อง อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
......
Sondhi X

