xs
xsm
sm
md
lg

อภิมหาโกงสอบป.ป.ช. ล็อกเป้าฟัน "อธิบดี สถ.-นายหน้า-ผู้สอบ"…เหนือกว่านั้นยังเป็นคำถาม!?" ** ย้ายปลัดยุติธรรมไปแช่แข็งรอเกษียณ อีกหนึ่งตัวอย่างของ ขั้วน้ำเงิน ที่ใช้อำนาจกดข่มข้าราชการประจำ!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


อนุทิน ชาญวีรกูล - พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ - พงษ์สวาท นีละโยธิน - ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร
ข่าวปนคน คนปนข่าว

++ อภิมหาโกงสอบป.ป.ช. ล็อกเป้าฟัน "อธิบดีสถ.-นายหน้า-ผู้สอบ"…เหนือกว่านั้นยังเป็นคำถาม!?"

ความคืบหน้าของการเอาผิดผู้ก่อการอภิมหาโกงสอบท้องถิ่นของมหาดไทย ภายใต้การแถลงของ "สุรพงษ์ อินทรถาวร" เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงานป.ป.ช. ประกาศยกระดับคดีนี้ให้เป็น “คดีพิเศษ” แบบเต็มรูปแบบ
งานนี้จึงเพิ่มดีกรีความแรงระดับที่ กระทบต่อความมั่นคงในระบบคุณธรรมของประเทศที่สังคมให้ความสนใจติดตามใกล้ชิด
หากไล่เรียงตามท้องเรื่อง มติไฟเขียวตั้งคณะกรรมการไต่สวนตามมาตรา 51 ในครั้งนี้ของ ป.ป.ช. ถือเป็นก้าวย่างที่น่าจับตา เพราะหว่านแหคลุมตั้งแต่ระดับ "อธิบดี" กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, เจ้าหน้าที่รัฐ, ไปจนถึงขบวนการนายหน้าเดินเงิน และที่ปฏิเสธไม่ได้คือ "ผู้เข้าสอบ" ที่ยอมจ่ายเงินซื้ออนาคตสายราชการ

การดึงเอาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ดีเอสไอ เข้ามาร่วมแจมเป็นลูกมือคราวนี้ สะท้อนว่าหลักฐานในมือของ ป.ป.ช. น่าจะ "หนักและแน่น" พอสมควร จนเปลี่ยนจากข้อสงสัยกลายเป็นสำนวนคดีที่พร้อมเช็กบิล

แต่ต้องไม่ลืมว่าขบวนการโกงครั้งนี้ สะเทือนใจคนทำงานราชการ และสังคมจนแทบกระอักเลือด เพราะผลการลอกคราบตรวจกระดาษคำตอบ สกรีนแผ่นต่อแผ่น พบว่ามีรายชื่อ "ผู้ผ่านการสอบ" ที่คะแนนในระบบไม่ตรงกับความจริง ข้ามเส้นเข้าไปบรรจุรับเงินเดือนหลวงแล้ว กว่า 5,000 คน จากรายชื่อกลุ่มแรกที่สุ่มตรวจเพียง 15,000 ราย

นี่คือมหกรรมโกงสะบัดระดับอุตสาหกรรม เป็นการเข้าไปศัลยกรรมตัดต่อตัวเลขในฐานข้อมูลประมวลผลอย่างเป็นระบบ เป็นความสูญเสียทางระบบคุณธรรมที่ฉาวโฉ่ ร้ายแรง และยุคมืดที่สุดในประวัติศาสตร์ราชการไทย ชนิดที่แทบจะส่งชื่อเข้าประกวดบันทึกเป็นสถิติโลกใน "กินเนสส์บุ๊ก" ได้อย่างไม่อายใคร ในฐานะขบวนการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการที่มโหฬารที่สุด

ความอับอายที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งประเทศในครั้งนี้ ย่อมถูกจารึก และบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า เรื่องราวสุดอื้อฉาวอันเป็นรอยด่างพร้อยครั้งใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย เกิดขึ้น และเบ่งบานอย่างเต็มที่ในยุคที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนามว่า "อนุทิน ชาญวีรกูล"

แม้เจ้าตัวจะรีบออกมาทำหน้าที่ "เจ้าพ่อปราบโกง" สั่งตั้งกรรมการตรวจสอบขึงขัง แถลงข่าวแสดงความรังเกียจขบวนการทุจริตรายวัน และสั่งฟันไม่เลี้ยงเพียงใด ทว่าในทางรัฐศาสตร์... ความเป็น "มท.1" ที่ปล่อยปละละเลย ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ให้ปัญหามันเน่าเฟะขนาดนี้ ย่อมเป็นป้ายที่แขวนคอทางการเมืองของ "อนุทิน" อย่างมิอาจปฏิเสธได้

งานนี้ เรื่องที่เห็นเบื้องหน้าอาจจะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง

การขยับหมากของป.ป.ช. ครั้งนี้ แม้จะดูเด็ดขาด และเรียกเสียงตบมือจากสังคมได้บางกลุ่ม ทว่าในสายตาของประชาชนคนส่วนใหญ่ ต่างพากันตั้งข้อสังเกตว่า "ลิเก" ฉากใหญ่เรื่องนี้จะจบลงที่ตรงไหน ?

เพราะลำพังแค่ระดับ "กรม" จะกล้าทำการใหญ่ระดมทุน และเปลี่ยนคะแนนกันเป็นล่ำเป็นสัน จนดันคนสอบผ่านถึง 5,000 คน ขนาดนี้ โดยไม่มี "แบ็ก" ที่ใหญ่กว่า"อธิบดี" คอยกำกับการแสดง บงการ และรับผลประโยชน์จริงหรือ?
คำถามในหัวประชาชนจึงมีว่า...แล้วกลุ่มบิ๊กๆ ที่เหนืออธิบดีขึ้นไปล่ะ... ตัดตอนเอาแค่นี้หรือ!?

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์
++ ย้ายปลัดยุติธรรมไปแช่แข็งรอเกษียณ อีกหนึ่งตัวอย่างของ ขั้วน้ำเงิน ที่ใช้อำนาจกดข่มข้าราชการประจำ!

กรณีที่ประชุม ครม. เมื่อวันอังคารที่ 7 ก.ค.ที่ผ่ามนมา ได้ย้าย “พงษ์สวาท นีละโยธิน” จากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ พร้อมรับโอน “ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” เลขาธิการ ศอ.บต. มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่แทน

หลังถูกสั่งย้าย “พงษ์สวาท”ที่มีอายุราชการเหลืออีก 1 ปี ก็ยื่นใบลาออกจากราชการทันควัน เป็นการแสดงปฏิกิริยาให้เห็นถึงความไม่พอใจ เพราะตัวเองควรจะเกษียณราชการ ที่ตำแหน่งปลัดกระทรวง ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติประวัติ เป็นจุดสูงสุดของชีวิตราชการ

พงษ์สวาท นีละโยธิน
แม้รัฐบาลจะอ้างว่า ที่ปรึกษานายกฯ ก็เป็นระดับ ซี 11 เท่ากับปลัดกระทรวงเหมือนกัน

แต่นั่นไม่ต่างจากการส่งไปแขวน ไปเข้ากรุ หรือไปแช่แข็ง รอวันเกษียณเท่านั้น

แน่นอนกรณีนี้ ถือว่าเป็น “การโยกย้ายที่มีนัยทางการเมือง” แม้ฝ่ายรัฐบาล จะอ้างว่าเป็นการปรับตามวงรอบก็ตาม แต่เมื่อดูบริบทแวดล้อมแล้ว มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดเสียง เอ๊ะ!... ในหัวได้

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์
“พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่าเป็นการปรับตามวงรอบของผู้บริหารระดับสูง ไม่เกี่ยวกับแรงกดดันทางการเมือง อีกทั้ง “ปิยะศิริ” ก็เคยทำงานในกระทรวงยุติธรรมมาก่อน จึงเข้าใจภารกิจของกระทรวงดี

แต่ที่หลายฝ่ายมองว่ามี “นัยการเมือง” เพราะมีประเด็นที่เกี่ยวโยงอยู่หลายเรื่องอย่างเช่น

คดีชั้น14 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งกระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานกำกับดูแลกรมราชทัณฑ์ ซึ่งตามรายงานข่าว มีการร้องเรียนไปยังป.ป.ช. และ “พงษ์สวาท” เป็นหนึ่งในผู้ที่มีชื่อถูกตรวจสอบในฐานะผู้บังคับบัญชาระดับสูง ของกระทรวงยุติธรรมในช่วงเวลาดังกล่าว

แม้การถูกตรวจสอบจะยังไม่ใช่การชี้ว่ากระทำผิด แต่เมื่อการโยกย้ายเกิดขึ้น จึงมีการตั้งข้อสังเกตมาถึงเรื่องนี้

อีกทั้งการย้ายไปเป็น “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี” ซึ่งตำแหน่งนี้ ในสายตาข้าราชการระดับสูงด้วยกัน มองว่าเป็น “ตำแหน่งพัก” มากกว่าจะเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจบริหารจริง เมื่อคนระดับปลัดกระทรวงฯ ย้ายมา จึงถูกตีความว่า เป็นการลดชั้น ลดบทบาท
โดยเฉพาะเมื่อ “พงษ์สวาท” เลือกที่จะลาออก แทนที่จะรับตำแหน่งดังกล่าว ยิ่งชัดว่า การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่การโยกย้ายตามปกติแน่นอน

อีกประการคือ การส่งคนนอกกระทรวง เข้ามาเป็นปลัดฯ ทั้งที่โดยปกติ ปลัดกระทรวงมักเติบโตมาจากรองปลัด หรือ อธิบดีภายในกระทรวง แต่ครั้งนี้รัฐบาลรับโอน “ปิยะศิริ” จาก ศอ.บต. ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นปลัดโดยตรง แม้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ถือว่าเป็นการย้าย “ข้ามห้วย” ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นไปตามใบสั่งของฝ่ายการเมือง

สำหรับ “พงษ์สวาท” นั้น ถือว่าเป็นข้าราชการลูกหม้อ ในสายยุติธรรมโดยตรง เริ่มรับราชการในกระทรวงยุติธรรม เคยดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารในกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม
ภาพลักษณ์โดยทั่วไป เป็น “ข้าราชการสายวิชาชีพ” มากกว่าจะเป็นนักบริหารที่มีสีทางการเมือง จึงไม่ถูกโยงว่าเป็นคนในสายนั้น พรรคนี้

ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร
ขณะที่“ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” ก็ไม่ได้เป็นคนนอกวงการยุติธรรมเสียทีเดียว เคยทำงานในกระทรวงยุติธรรม เคยดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ จากนั้นไปเป็นรองเลขาธิการ ศอ.บต. และเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม

ถือว่าเป็นผู้บริหาร ที่มีประสบการณ์ทั้งด้านความมั่นคง การบริหารพื้นที่ชายแดนใต้ และงานยุติธรรม

ในเมื่อ ศอ.บต.เป็นหน่วยงานในกำกับสำนักนายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งเลขาธิการศอ.บต. ต้องผ่านการพิจารณาของฝ่ายการเมือง และการโอน “ปิยะศิริ” มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม.

ยิ่งตอนนี้ รัฐบาลต้องการ “จัดวางกำลัง” เพื่อให้มั่นใจต่อการขับเคลื่อนนโยบาย และการบริหารสถานการณ์ ที่กระทรวงยุติธรรม กำลังรับบทหนักในการคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองในหลายๆ เรื่องของขั้วน้ำเงิน

จึงไม่สนแล้ว ว่าใครอยากเกษียณที่ตำแหน่งไหน ลูกหม้อคนใหนจะรอคิวขึ้นมาเป็นปลัดฯ ตอนนี้ขอเอาคนของตัวเองขึ้นมาก่อนจะชัวร์กว่า

นี่แหละเรื่องปกติของยุคน้ำเงินครองเมือง ที่ข้าราชการต้องถูกกดข่ม เหยียบย่ำ!