ทรัมป์ลั่นข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน “จบแล้ว” พร้อมกับขู่เตหะรานว่า วอชิงตันอาจจะโจมตีเพิ่มมากขึ้นอีกในคืนวันพุธ (8 ก.ค.) หลังจากได้เปิดฉากเล่นงานเป้าหมายนับสิบแห่งในอิหร่านตั้งแต่วันอังคาร ตลอดจนเพิกถอนการอนุญาตให้เตหะรานส่งออกน้ำมัน โดยชนวนเหตุมาจากการที่เรือบรรทุกน้ำมันหลายลำถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ด้านเตหะรานไม่กลัว โดยตอบโต้ทันควันด้วยการโจมตีฐานทัพอเมริกันในอ่าวเปอร์เซีย
ก่อนที่เขาจะพบปะหารือกับประธานาธิบดีโวโลมิดีร์ เซเลนสกี้ ของยูเครน ในการหารือข้างเคียงการประชุมซัมมิตองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่กรุงอังการา ของตุรกี เมื่อวันพุธ (8) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ บอกกับพวกผู้สื่อข่าวว่า “ผมขอส่งคำเตือนสักหน่อยนึง เรากำลังจะเล่นงานพวกเขา (อิหร่าน) อย่างหนักเลยในคืนนี้”
แต่ทรัมป์ก็ไม่ได้พูดอย่างเปิดเผยว่า วอชิงตันจะหวนกลับไปทำสงครามอย่างเต็มพิกัดอีกครั้งหรือไม่ รวมทั้งยังไมเป็นที่ชัดเจนในเฉพาะหน้านี้ว่า การเจรจากันระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านเพื่อเปลี่ยนข้อตกลงหยุดยิงให้กลายเป็นดีลที่ถาวร ยังจะดำเนินต่อไปหรือเปล่า
“ผมก็ไม่รู้ว่าเรากำลังจะมีดีลกันหรือไม่ เราอาจจะเดินหน้าไปโดยไม่มีดีลก็ได้” ทรัมป์บอก
ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน ขณะตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวก่อนเข้าประชุมสุดยอดนาโต ทรัมป์บอกว่า เขาคิดว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านจบลงแล้ว
ทรัมป์ยังด่าประณามอิหร่านว่า ชั่วช้า และเขาไม่อยากเสียเวลาคุยด้วยอีก แต่จะปล่อยให้ทีมเจรจาที่นำโดยสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของอเมริกา และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของตนเอง ตัดสินใจว่า จะหารือกับอิหร่านต่อไปหรือไม่
ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวหาอิหร่านโกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องรายละเอียดในข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. โดยทรัมป์อ้างว่า ทุกฝ่ายตกลงกันว่า อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่เตหะรานกลับให้สัมภาษณ์ไปทั่วว่า ไม่เคยมีการกล่าวถึงเรื่องนี้ในระหว่างการเจรจา
ท่าทีแข็งกร้าวครั้งใหม่ของทรัมป์เกิดขึ้น หลังจากกองบัญชาการด้านกลางของกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงในวันพุธว่า ได้โจมตีเรือเล็กกว่า 60 ลำของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของเตหะราน รวมถึงเป้าหมายอื่นๆ ในอิหร่าน เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันอังคาร (7 ก.ค.) ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและบ่อนทำลายเสรีภาพในการเดินเรือ
หลังจากนั้น IRGC ได้ออกคำแถลงว่า ได้โจมตีที่ตั้งทางทหารของอเมริกาในบาห์เรนและคูเวต รวมทั้งสอยโดรน MQ-9 ที่พยายามเข้าแทรกแซงปฏิบัติการของอิหร่านร่วง 1 ลำ
คาทัม อัล-อันบิยา ซึ่งเป็นกองบัญชาการกลางของกองทัพอิหร่าน ได้แถลงประณามการโจมตีของอเมริกาว่า เป็นการรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง และขู่ตอบโต้รุนแรง พร้อมเตือนว่า อิหร่านจะไม่ยอมให้อเมริกาแทรกแซงการจัดการช่องแคบฮอร์มุซ
ส่วน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านที่เป็นหัวหน้าคณะผู้เจรจาของฝ่ายอิหร่าน กล่าวหาว่า อเมริกาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเรื่อยมา ซึ่งรวมถึงการโจมตีใส่อิหร่านระลอกล่าสุด ตลอดจนการการฟื้นมาตรการแซงก์ชันการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน การละเมิดอำนาจของอิหร่านในฮอร์มุซ และการที่อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอน
กาลิบาฟโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “หมดยุคของการขู่เข็ญรังแกแล้ว” และ “อิหร่านจะสู้ไม่ถอย”
ก่อนหน้านั้นสื่ออิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดบนเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นฮับส่งออกน้ำมันดิบ 90% ของอิหร่าน รวมทั้งเกาะเกสม์ และเมืองท่าทางใต้คือ ซิริก และบันดาร์อับบาส
CENTCOM ไม่ได้กล่าวถึงเกาะคาร์ก และเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของอเมริกาเผยว่า เป้าหมายการโจมตีคือ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ สถานีเรดาร์ตามแนวชายฝั่ง สถานที่ปล่อยขีปนาวุธจากพื้นผิวสู่อากาศ ขีปนาวุธทิ้งตัวประเภทต่อต้านเรือรบ และโดรนของอิหร่าน
สื่อของทางการอิหร่านรายงานว่า สมาชิกสำคัญคนหนึ่งของ IRGC เสียชีวิตทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ
การเผชิญหน้าครั้งใหม่ระหว่างอเมริกากับอิหร่านทำให้มีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความมั่นคงและปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า เรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซอย่างน้อย 4 ลำล้มเลิกแผนการเดินทางออกจากฮอร์มุซเมื่อวันพุธ
ข่าวนี้ยังทำให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นอีกครั้ง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์สัญญาซื้อขายล่วงหน้าพุ่งขึ้น 5% สูงที่สุดนับจากปลายเดือนพ.ค. อยู่ที่ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ การที่ในปัจจุบันอิหร่านมีอำนาจควบคุมฮอร์มุซ กำลังทำให้เตหะรานมีอำนาจต่อรองสูงมาก นักวิเคราะห์ชี้ว่า เตหะรานใช้การโจมตีเรือเพื่อตอกย้ำความได้เปรียบดังกล่าวระหว่างการเจรจาข้อตกลงสันติภาพระยะยาวกับวอชิงตัน
ภายใต้บันทึกความเข้าใจที่สองฝ่ายตกลงกันก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯประกาศผ่อนปรนมาตรการแซงก์ชั่น และอนุญาตให้อิหร่านสามารถขายน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และปิโตรเลียมได้จนถึงวันที่ 21 ส.ค.
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอังคาร อเมริกาเพิกถอนการอนุญาตดังกล่าว และให้เวลาอิหร่านจัดการธุรกรรมที่คั่งค้างให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 17 ก.ค.
ด้านกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประณามการดำเนินการดังกล่าวว่า เป็นการละเมิดกรอบข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม และสำทับว่า วอชิงตันจะต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ที่จะเกิดตามมา และอิหร่านจะดำเนินมาตรการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ
(ที่มา: รอยเตอร์/เอเอฟพี)

