เปิดโปงศึกชิงส่วยภูเก็ต เมื่อสิงห์มหาดไทยอยู่เหนือมาเฟีย เบื้องหลังคำสั่งย้ายล้างบางข้าราชการ แท้จริงคือเกมอำนาจเปลี่ยนตัวคนคุมผลประโยชน์สถานบันเทิงมูลค่ามหาศาล
ข่าวการโยกย้ายกันอุตลุดที่ภูเก็ต ตั้งแต่ผู้ว่า รองผู้ว่า ปลัดจังหวัด นายอําเภอ และอื่น ๆ ช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่การสับเปลี่ยนกําลังคนไปบําบัดทุกข์บํารุงสุขใดๆ ให้ประชาชนคนภูเก็ต
แต่ความจริงเป็นเรื่องของการช่วงชิงแย่งผลประโยชน์ จากสถานบันเทิง ซึ่งข้าราชการฝ่ายปกครอง มีบทบาทสำคัญมากในการสถาปนา แหล่งท่องราตรีแห่งใหม่ ของจังหวัดภูเก็ต
ซึ่งมันปังมาก เงินสะพัดมาก ได้รับความนิยมมาก ส่งผลให้ข้าราชการของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่ำรวยกันอู้ฟู่แซงหน้าเจ้าของส่วยทุกวงการหน้าเก่าอย่างตำรวจไปเลย
หาดบางเทาและหาดฟรีด้อม แห่งเกาะภูเก็ต จัดเป็นพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ป่า ยุคนี้กลายมาเป็นพื้นที่ส่วยจำนวนมหาศาลให้กับข้าราชการฝ่ายปกครอง ของมหาดไทยไปแล้ว
ทั้งสองหาดเป็นแหล่งที่เด็กปั้นของข้าราชการมหาดไทย เข้ามายึดหาดทรายที่สวยงามเงียบสงบ เอามาทำธุรกิจแหล่งบันเทิงครบวงจร หลายปีที่ผ่านมามีสถานบันเทิง ผุดขึ้นราวดอกเห็ด บนที่ดินสาธารณะริมหาด จากป่ารกๆ ที่เคยเงียบสงบ ก็กลายเป็นที่สว่างไสวด้วยไฟสี ผีเสื้อราตรี คราคร่ำรับรองนักท่องเที่ยว ที่เดินดื่มกินกันขวักไขว่
ปกติแล้ว ที่ดินสาธารณะแบบนี้ ห้ามใครก็ตามเข้ามาใช้ประโยชน์ แต่ที่นี่ภูเก็ต ข้าราชการฝ่ายปกครอง ใช้อํานาจเอื้อประโยชน์ให้นายทุน ยอมให้ตั้งผับบาร์เป็นทิวแถว สร้างย่านบันเทิงใหม่ของภูเก็ตขึ้นมาดื้อๆ ใครจะทําไม
ขาใหญ่แห่งหาดบางเทา ชื่อว่าวัต ประวัติโชกโชน เคยมีคดีกับหุ้นส่วน จนเพื่อนหุ้นส่วนดับแต่สู้คดีจนรอดมาได้
เขาบุกเบิกที่ดินร้างริมหาด ให้กลายเป็นแดนสวรรค์ของนักท่องราตรี ตั้งตัวเป็นมาเฟียหาดบางเทา ใครอยากมาตั้งบาร์ทำมาหากินที่นั่น ก็ต้องส่งส่วยให้เขา
ไม่ต้องมีใบอนุญาตใดๆ ก็สร้างผับบาร์ได้ ขอแค่ทำตามระบบ ส่งส่วยให้วัต วัตส่งต่อให้ข้าราชการ
งานนี้ ข้าราชการมหาดไทย มีอำนาจเต็ม ในการอนุญาตให้ใครใช้ที่ดินสาธารณะ ที่ดินป่า รวมถึงมีอำนาจในการสั่งรื้อถอน
หน้าที่ของผู้ประกอบการ แค่ต้องเคลียร์ให้ได้ ด้วยส่วยก้อนใหญ่กับข้าราชการมหาดไทย ส่วนตำรวจ ก็ได้แต่มองตาปริบๆ รับส่วยแค่เศษเงินไป
จากที่มีผับ 9 แห่ง ก็สยายปีกกลายเป็น 18 แห่ง ความนิยมของสถานบันเทิงแห่งหาดบางเทา เรียกว่ามาแรงแซงโค้ง ทำเอาแหล่งเที่ยวคลาสสิกอย่างหาดป่าตอง ต้องหงอยเหงาไปเลย
สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของ ขาใหญ่หาดป่าตอง ที่ชื่อ ปราบ เพราะนักท่องเที่ยวน้อยลง รายได้หดหาย โดนของใหม่อย่างหาดบางเทา หาดฟรีด้อม ดูดลูกค้าไปเพียบ
ถิ่นของปราบที่หาดป่าตอง คือ ซอยบางลา
ซึ่งที่ดินเกือบครึ่งซอยเป็นของ “แป๊ะกัง” หรือ “โสภณ เอกวาณิช” ร่ำรวยเป็นหมื่นล้าน
“แป๊ะกัง” เป็นผู้มีอุปการะคุณของ “ปราบ” ซึ่งพ่อเป็นอดีตนายกเทศมนตรีป่าตอง ปี 53 โดย “ปราบ” เพิ่งมาดูแลกิจการ ทำสัญญาเช่ากับ “แป๊ะกัง” ปราบพยายามขยายธุรกิจแต่โชคไม่เข้าข้าง พังไม่เป็นท่าในช่วงโควิด
เมื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เจ๊งรัวๆ ธุรกิจสถานบันเทิง จึงกลับมาเป็นแหล่งรายได้หลัก ของปราบ
แต่การที่หาดบางเทาได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยว และมีดาวรุ่งพุ่งแรง ชื่อวัต เป็นคนคุมผลประโยชน์ กลายเป็นก้างชิ้นโต ทำเอาย่านหาดป่าตองของปราบ เหี่ยวปลาย คนหายเงินหด
และนักการเมืองที่ช่วยออกโรงมาเย้ว ๆ แฉความเลวร้าย ของส่วยมหาดไทย ในจังหวัดภูเก็ต เคยเป็นเด็กเฝ้าลานจอดรถในอาณาจักรแหล่งบันเทิงของปราบ
เบื้องหน้าเหมือนจะรักความเป็นธรรม แต่เบื้องหลัง เป็นเกมธุรกิจปิดเกมแค้นของคนสีเทา ที่ต่อสู้เพื่อหม้อข้าวตัวเอง โดยมี นักการเมืองลูกน้องเก่าเป็นมือตีนให้
เหนือมาเฟียท้องถิ่น ยังมีฝ่ายปกครอง ผู้มีอำนาจเต็มในการชี้เป็นชี้ตายสถานบันเทิงในภูเก็ต ไม่ว่าจะหาดบางเทา หาดป่าตอง ที่เป็นคู่กัดกันอยู่ ล้วนอยู่ในกํามือของฝ่ายปกครอง
เมื่อกระทรวงมหาดไทย เข้ามาโยกย้ายล้างบางคนเก่า แล้วจัดวางคนใหม่เข้ามาแทน ซึ่งดูมุมไหน ก็ไม่ใช่การย้ายเพื่อยุติปัญหาส่วย แต่ส่งลูกน้องสายตรงตัวเองมาเก็บส่วยมากกว่า
การที่ต้องย้ายผู้ว่าฯเซมเบ้ พ้นพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ไปตามคำขู่ของรองผู้ว่าฯซีฟู้ด ทั้งที่ตั้งใจส่งมาเป็นมือไม้ให้กับสายสิงห์ดำ รัฐศาสตร์จุฬาฯ ที่ครองอำนาจในมหาดไทย โดยยึดเก้าอี้ปลัดมหาดไทยมาติดต่อกันหลายยุค คนปัจจุบัน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ก็สิงห์ดำ ต้องสั่งถอนตัวผู้ว่าฯเซมเบ้สิงห์ดำรุ่นน้องไป ก็เพราะถ้ามาอยู่บนความขัดแย้งเรื่องส่วยของบรรดาข้าราชการมหาดไทย และไม่มีใครยอมใครแบบนี้ มีหวังปลัดมหาดไทยจะเ อาตัวไม่รอดไปด้วย เลยชิงตัดไฟแต่ต้นลม
ถึงอย่างไรส่วยในพื้นที่ภูเก็ตยังสะพัดอยู่อีกนาน ค่อยส่งสมุนกลับมาเก็บแบบรัวๆก็ยังไม่สาย

