กลายเป็นวาระเร่งด่วนระดับจังหวัดที่น่าสะพรึง เมื่อผลคัดกรองสุขภาพนักศึกษาใหม่ในจังหวัดมหาสารคาม พบอัตราการติดเชื้อ "พยาธิใบไม้ตับ" สูงถึง 33% หรือกว่า 4,000 ราย โดยมีต้นตอสำคัญจากพฤติกรรมการบริโภค "ส้มตำปลาร้าดิบ" ล่าสุดผู้เชี่ยวชาญด้านชีวสารสนเทศศาสตร์ออกโรงเตือน นี่คือระเบิดเวลาที่อาจลุกลามเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีในอีก 15-20 ปีข้างหน้า พร้อมแนะทางรอดเดียวของนักกินคือต้องปรุงสุกด้วยความร้อน 100 องศาเซลเซียสเท่านั้น พร้อมจี้รัฐเร่งปูพรมคัดกรองกลุ่มเสี่ยงด่วน
จากกรณี สถานการณ์ด้านสาธารณสุขในจังหวัดมหาสารคามกำลังเผชิญกับวาระเร่งด่วน หลังผลการตรวจคัดกรองพบอัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับในกลุ่มนักศึกษาใหม่ระดับมหาวิทยาลัยพุ่งสูงถึง 33% ซึ่งเป็นสถิติที่น่าสะพรึงกลัวเมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของประชาชนทั่วไป ปัจจัยเสี่ยงทางระบาดวิทยาหลักเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคส้มตำที่ปรุงด้วยปลาร้าดิบหรือปลาร้าที่ไม่ได้มาตรฐานสุขอนามัย ทำให้ผู้บริโภครับไข่พยาธิเข้าสู่ร่างกายโดยตรง หากไม่มีกระบวนการแทรกแซงทางสาธารณสุขอย่างทันท่วงที เยาวชนกลุ่มนี้จะเผชิญความเสี่ยงสูงสุดในการพัฒนาไปสู่โรคมะเร็งท่อน้ำดีในอีก 15-20 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นความสูญเสียอย่างร้ายแรงต่อทรัพยากรมนุษย์และระบบเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Naravut Suvannang" ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวสารสนเทศศาสตร์ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว ชี้ วิกฤตการพบผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับกว่า 4,000 รายในกลุ่มนิสิตระดับมหาวิทยาลัยในจังหวัดมหาสารคาม ถือเป็นภัยคุกคามทางสาธารณสุขระดับรุนแรงที่มีสาเหตุหลักจากพฤติกรรมการบริโภคเมนูสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะปลาร้าดิบในส้มตำ ซึ่งตัวอ่อนพยาธิและสารก่อมะเร็งไนโตรซามีน (Nitrosamines) ในกระบวนการหมักจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังจนนำไปสู่โรคมะเร็งท่อน้ำดี อันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากรในภาคอีสาน รวมทั้งยังแฝงความเสี่ยงจากปรสิตและแบคทีเรียก่อโรคชนิดอื่นที่อันตรายถึงชีวิต แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาเชิงรุกตามหลักวิชาการทางการแพทย์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด คือการปรับพฤติกรรมให้บริโภคเฉพาะอาหารและปลาร้าที่ผ่านกระบวนการทำสุกถึงจุดเดือด (100°C) อย่างทั่วถึง เลือกร้านอาหารที่ถูกสุขอนามัย ควบคู่ไปกับการเข้ารับการตรวจคัดกรองหาไข่พยาธิในกลุ่มเสี่ยงทุก 1-2 ปี เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาต้านพยาธิ (Praziquantel) อย่างทันท่วงทีก่อนโรคจะลุกลามจนเกินเยียวยา

