ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ จุดเริ่มของจุดจบ“โจ๊ก” หลังรับทราบข้อกล่าวหาคดีสินบนทองคำ 246 บาท
ความเคลื่อนไหวของ “โจ๊ก”พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.พร้อมด้วยทนายคู่ใจ “สัญญาภัชระ สามารถ”ล่าสุดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดี “สินบนทองคำ 246 บาท” ที่โยงใยไปถึง “เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” กรรมการ ป.ป.ช.และพวก
ฟังว่า จังหวะที่เดินพ้นประตูอาคารศาลฎีกาออกมา “โจ๊ก” ยังคงรักษาคอนเซ็ปต์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะโบ้ยให้ทนายความรับไม้ต่อในการตอบคำถามสื่อ
ทางด้านทนายความชี้แจงว่า วันนี้เป็นการรับทราบพฤติการณ์แห่งคดีอย่างเป็นทางการครั้งแรก ซึ่งบางเรื่องก็เพิ่งจะรู้พร้อมๆ กับสื่อ แต่งานนี้ฝั่งผู้ถูกกล่าวหาขอสู้ยิบตา โดยเตรียมยื่นหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ ก่อนที่องค์คณะผู้ไต่สวนอิสระจะนัดเปิดฉากไต่สวนนัดแรก ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569
และแน่นอนว่า ตามสไตล์ "โจ๊ก" สั่งทนายให้หาจุด "ตัดพ้อ" โอดครวญถึงความลักลั่นของกระบวนการ อ้างว่าคดีเดียวกัน แต่มาสองทาง ทั้งในมือพนักงานสอบสวนที่ส่งอัยการ และทางฝั่งสภาที่ส่งเรื่องมายังประธานศาลฎีกา ในทำนองว่า เป็นคดีประวัติศาสตร์คดีแรก ที่ไม่มีมาตรฐานรองรับที่ชัดเจน จนคนถูกกล่าวหาลูกความอย่างลูกพี่ "โจ๊ก" บ่นอุบว่า... ไม่รู้จะไปสู้ที่ฝั่งไหนก่อนดี
ส่วนมติ 9:0 ที่มีข่าวออกมา ทนาย "โจ๊ก" บอกว่า เพิ่งเริ่มเกม อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุป!
แหม...งานนี้ "โจ๊ก" วางหมากให้ทนายแก้ต่างมาแบบไม่รู้บ้างเลยหรือว่า คณะผู้ไต่สวนอิสระที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งขึ้นมา ลงมติ 9:0 เป็นสัญญาณนับถอยหลังของตัวเอง
เรียกว่า จุดเริ่มของจุดจบ ก็ว่าได้!
ดูจากรายชื่อ 9 อรหันต์ คณะผู้ไต่สวนอิสระที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งขึ้นมา นำโดย ปรมาจารย์กฎหมายระดับ บิ๊กเนม ไม่ว่าจะเป็น ชวลิต อิศรเดช, เผดิม เพ็ชรกูล, อธิคม อินทุภูติ, สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์, อดิศร ไชยคุปต์, สัญจัย จันทร์ผ่อง, ไผทชิต เอกจริยกร, ศักดา ธนิตกุล และที่ขาดไม่ได้คือ วิชา มหาคุณ
มติ 9:0 เป็นเอกฉันท์ จากผู้ทรงคุณวุฒิระดับ “อาจารย์” ของประเทศกลุ่มนี้ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า พยานหลักฐานในมือ คงไม่ใช่แค่ลมปาก หรือกระดาษไม่มีที่มา แต่น่าจะมี“ใบเสร็จ” หรือเส้นทางที่เชื่อมโยงจนแน่นหนา ชนิดที่ผู้ใหญ่ในวงการกฎหมายเห็นแล้วต้องเคาะขวานสั่งลุย
วงในกระซิบมาว่า คดีนี้ “ยิ่งขุดยิ่งลึก ยิ่งน้ำลดตอก็ยิ่งผุด” ปมสะสมทองคำที่ว่าหนักแล้ว ล่าสุดแหล่งข่าววงในแอบแง้มว่า ยังมีการตรวจพบ "ขุมทรัพย์ก้อนโต" ในครอบครองของอดีตบิ๊กตำรวจรายนี้ ซึ่งขนาดและมูลค่าเชื่อได้ว่า "มหาศาล" เกินกว่าจะใช้ข้ออ้างคลาสสิกว่าเป็น “มรดกจากพ่อตา” มาการันตีได้เสียแล้ว
ที่"โจ๊ก"ต้องเตรียมทำใจแต่เนิ่นๆก็คือ สัจธรรมวันนี้ “ไส้กี่ขด” ที่แอบหมกไว้ถูกดึงออกมาแฉจนหมดเปลือก ที่สำคัญคือ คนเคยอยู่รอบเอว หรือ "ลูกน้อง" คนสนิทที่ทนแรงเสียดทานไม่ไหว เปิดปากส่งข้อมูลให้ทางราชการแบบหมดไส้หมดพุง
งานนี้ นาทีนี้ “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” กำลังเผชิญกับภาวะ “เทียนใกล้มอด” แสงสว่างและบารมีที่เคยเจิดจ้าในดงสีกากีกำลังจะดับลงอย่างถาวร คนรอบตัวค่อยๆ หายหน้า คดีความรุมเร้า และจุดจบที่หลายคนคาดการณ์คือ ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบอาจถูก "ยึดทรัพย์" ตามกระบวนการ
นี่คือคดีประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เพราะเป็นครั้งแรกที่ “กรรมการ ป.ป.ช.” จับมือร่วมชะตากรรมกับ “บิ๊กตำรวจ" ระดับรอง ผบ.ตร. พร้อมด้วยเครือข่ายทนาย และอดีตอนุกรรมการป.ป.ช. กลายสภาพเป็นโครงข่ายทุจริตเชิงอำนาจที่อื้อฉาวที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ปลายทางของคดีนี้ จะมุ่งหน้าสู่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหากศาลประทับรับฟ้อง และมีมติไม่ให้ประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดีตามแนวทางเข้มงวด... นี่จะกลายเป็น “ปฐมบท” การปราบปรามทุจริตภาครัฐแบบขุดรากถอนโคนของจริง เป็นบทเรียนราคาแพง ให้พวกที่คิดใช้เกราะกำบังทางอำนาจหาผลประโยชน์
และอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลไกความโปร่งใสของประเทศชาติได้ขยับเดินหน้าอย่างแท้จริงเสียที !
++ คลองหลอดเน่า! ป.ป.ช.สั่งฟันอีก 3 รายรวด บ้านใหญ่สตูล รวมทั้งพ่อ รมช.มหาดไทย โดนด้วย
เรื่องฉาว ทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ยังหาคนผิดไม่ได้ และมีทีท่าจะยื้อเวลาออกไป เมื่อ “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” สั่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย และให้ทำรายงานเสนอมาภายใน 30 วัน
ขณะที่เมื่อวานนี้ (6 ก.ค.) กรรมการ ป.ป.ช. มีมติฟัน คนมหาดไทย ซ้ำไปอีก 3 รายรวด เป็นหลักฐานบ่งบอกว่า ที่นี่มีการทุจริตกันทุกระดับ !
รายแรก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด “สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์” นายกอบจ.สตูล กับพวก กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน จ.สตูล ทั้งที่ผู้รับเหมาส่งมอบงานล่าช้า
เรื่องเกิดเมื่อปี 59 “สัมฤทธิ์” นายก อบจ. ได้ลงนามในสัญญาจ้างเหมา ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติเจริญชัยการโยธา เพื่อก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว วงเงิน 29.8 ล้านบาท เริ่มต้นสัญญา 28 ก.ย.59 และ สิ้นสุดวันที่ 22 ธ.ค.60 รวม 450 วัน
เมื่อห้างหุ้นส่วนฯรับงานไปแล้ว แต่ไม่ยอมทำงาน จนครบกำหนดสัญญา ได้งานแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ ทาง อบจ.สตูล จะให้มีการปรับและบอกเลิกสัญญา แต่นายก อบจ.สตูล ยังคงให้การผ่อนปรน กระทั่งค่าปรับพุ่งขึ้นไปถึง 58,106,100 บาท แต่ “ประสิทธิ์” ก็ยังคงสั่งให้มีการผ่อนผันการบอกเลิกสัญญาจ้าง
จนถึงวันที่ 23 ม.ค.67 คือ ผ่านไปกว่า 6 ปี จึงมีการส่งมอบงาน และ การตรวจรับงานก็ผ่านฉลุย
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ “สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์” หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดเกียรติเจริญชัยการโยธา นั้นเป็นน้องชายของ “สัมฤทธิ์” นายก อบจ.สตูล
ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลการกระทำของ “สัมฤทธิ์” ว่ามีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151และ มาตรา 157 , พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดตามพ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ 2540 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 77 วรรค 3
นอกจากนี้ยังเอาผิดทางอาญา กับ“สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์” เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดเกียรติเจริญชัยการโยธา ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของ “สัมฤทธิ์”ด้วย
ทั้งนี้ “สมเกียรติ” ที่เป็นผู้รับงานก่อสร้าง คือบิดาของ “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” รมช.มหาดไทย คนปัจจุบัน
รายที่ 2 ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด “คณนาถ หมื่นหนู” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง นายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง กับพวก กรณีดำเนินการจัดจ้างโครงการทำแนวเขตทะเลน้อย และปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อรองรับตลาดน้ำทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เมื่อปีงบประมาณ 2555
รายนี้ จงใจเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้าง จากวิธีสอบราคา เป็น วิธีพิเศษ แล้วให้ นายมงคล หรือ ชยวัฒน์ พงศ์อรุณรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท หยกเพชรพัทลุง รุ่งเรือง จำกัด ที่เป็นญาติ ได้งานไป
โดยนายมงคล มีศักดิ์เป็นหลานของ “คณนาถ” อีกทั้ง ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท ก็อยู่ที่บ้านมารดาของนายคณนาถ แถมชื่อบริษัท ยังคล้องกับชื่อบุตรสาว และบุตรชาย ของนายคณนาถ อีกด้วย
กรณีนี้ ป.ป.ช. ชี้มูลเพื่อเอาผิดทางอาญา ทั้ง นายคณนาถ และนายมงคล
รายที่ 3 ป.ป.ช. มีมติชี้มูล “เธียรชัย พุทธรังษี” อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด กับพวก ทุจริตการจัดซื้อสารเคมี กำจัดโรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังระบาด
เรื่องนี้เกิดเมื่อปี 54 ที่เพลี้ยแปงมันสำปะหลังระบาดหนัก ผู้ว่าฯร้อยเอ็ด ได้ประกาศให้ 9 ตำบล ของอ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ และได้ออกคำสั่งจัดสรรเงินทดลองราชการ 9,700,000 บาท มอบหมายให้นายอำเภอโพธิ์ชัย มีอำนาจ อนุมัติจ่ายเงินตามระเบียบกระทรวงฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
นายกันยา คงพลปาน เกษตรอำเภอโพธิ์ชัย ได้รายงานสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยฯ และเสนอให้ซื้อสารเคมีพิริมิฟอส เมทิล ขนาด 1 ขวด 500 CC ต่อพื้นที่เพาะปลูก 1 ไร่ ในราคาขวดละ 1,450 บาท จำนวน 6,689 ขวด เป็นเงินทั้งสิ้น 9,699,050 บาท ซึ่งนายอำเภอโพธิ์ชัย อนุมัติตามที่เสนอโดยไม่ผ่านที่ประชุมคณะกรรมการตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง แต่นายอำเภอได้สั่งการให้ปลัดอำเภอโพธิ์ชัย จัดทำบันทึกรายงานการประชุม ว่า คณะกรรมการฯมีมติเห็นชอบในการจัดซื้อสารเคมีดังกล่าว
และได้เรียก นางประไพ สุรเสน เสมียนตราอำเภอโพธิ์ชัย เข้าไปพบ และแจ้งว่า จะมีคนนำเอกสารการเสนอราคา จะซื้อสารเคมีมามอบให้ ขอให้เลือกผู้ขายตามเอกสารที่ได้รับมอบหมาย สุดท้ายก็มีการจัดซื้อสารเคมีกำจัดเพลี้ยแปงมันสำปะหลังไป 6,689 ขวด ขวดละ 1,450 บาท รวมเป็นเงิน 9,699,050 บาท
ต่อมาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดร้อยเอ็ด ได้เข้าตรวจสอบการจัดซื้อสารเคมีดังกล่าวพบว่า มีราคาสูงเกินจริง เพราะปกติจะราคาเพียง ขวดละ 210 บาท เท่านั้น นี่งาบหัวคิวไปถึงขวดละ 1,240 บาท
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูล นายเธียรชัย พุทธรังษี นายอำเภอ และนางประไพ สุรเสน มีมูลความผิดทางอาญา และความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
นี่คือความเน่าเฟะของกระทรวงคลองหลอด ที่มีการทุจริตกันมาทุกยุค และทุกระดับชั้น

