ที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบ พ.ร.บ.โอนงบฯ ’ภราดร‘ แจง จะใช้เงินให้โปร่งใส-ตรวจสอบได้ ไม่ใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล-พรรคการเมือง-พวกพ้อง ด้าน สว.ท้วงรัฐบาลโอนงบฯ หั่นส่วนลงทุน ต่อกระทบเศรษฐกิจ แนะให้เบิกจ่ายโปร่งใส อย่าให้ถูกมองเสียค่าโง่ซ้ำซ้อน กมธ.ตามงบฯ เผยข้อมูล นง.เร่งเบิกจ่าย-ก่อโครงการผูกผันสูงก่อนตัดยอด เสี่ยงกระทบคุณภาพงาน-ไม่คุ้มค่าการลงทุน
วันนี้(6 ก.ค.) ที่ประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานสภาฯ คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 1.03หมื่นล้านบาท ซึ่งสภาฯ ลงมมติเห็นชอบแล้ว โดยสว.ต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วันนับแต่วันที่ร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯถึงวุฒิสภา
โดยนายศุภโชค ศาลากิจ สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารรงบประมาณ สว. นำเสนอรายงานศึกษาล่วงหน้า ต่อที่ประชุมว่า สำหรับรายการที่โอนงบประมาณมายังงบกลาง เพื่อสำรองจ่ายในนกรณีฉุกเฉินและจำเป็นน แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 683 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน 9,645 ล้านบาท ทั้งนี้กมธ.เข้าใจเหตุผลต่อการโอนงบประมาณ แต่มีข้อห่วงใย คือ การดึงงบลงทุนไปใช้ส่งผลให้เงินที่ใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลงจากแผนเดิม กระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ กมธ.เสนอให้จัดเงินชดเชยให้กับโครงการดังกล่าวในปีงบประมาณถัดไป รวมถึงวางแผนรัดกุมภายใต้กฎหมายการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ปัญหาเร่งใช้เงินเพื่อกันการตัดงบของหน่วยงานต่างๆ กมธ.พบว่ารัฐบาลประกาศคืนเงินดังกล่าวช่วงก่อนเดือน เม.ย.แต่กลับกำหนดวันตัดข้อมูลยอดจริง 2 มิ.ย. หากพิจารณาเทียบผลดำเนินงานว่า ผลการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 61.68% สิ้นเดือนมี.ค. เพิ่มเป็น 77.79% ในวันที่ 5 มิ.ย.โดยเพิ่มขึ้น 16.11% สิ่งที่สังเกตได้ 31 พ.ค. - 5 มิ.ย. เพียง 5 วัน มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 3.15% โดยปกติเดือนมี.ค.-เม.ย. และ เม.ย.-พ.ค. มีค่าเฉลี่ย 6%-7% สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานราชการเร่งก่อหนี้ผูกผันและเร่งเบิกจ่ายเพื่อไม่ให้เงินถูกดึงกลับ แม้ทำถูกต้องทำระเบียบ แต่ทำโครงการที่มีข้อจำกัดด้านเวลา อาจทำให้มีผลต่อคุณภาพของงาน ผู้รับจ้าง ความคุ้มค่าของเงินที่ลงทุน
นายศุภโชค ยังกล่าวถึงความโปร่งใสใช้งบกลาง ว่า การอนุมัติใช้งบกลางอยู่ที่การตัดสินใจของฝ่ายบริหารโดยตรง แม้ทำให้การแก้วิกฤติรวดเร็ว แต่เสี่ยงของการใช้เงินที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ยาก กมธ.ขอเน้นว่าทุกโครงการที่จะขอรับเงินก้อนดังกล่าว ต้องระบุตัวเลข ผลชี้วัด ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้รัสภาและประชาชนติดตามตรวจสอบ นอกจากนั้นควรยกระดับการจัดทำงบประมาณของประเทศอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับฐานะการเงินของประเทศ และแก้ปัญหาประชาชนได้จริง ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่อยากได้ยินว่ารัฐเสียค่าโง่ซ้ำอีก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายของสว. ก่อนจะผ่านวาระแรกนั้น สว. ได้ให้ข้อสังเกตต่อการโอนงบประมาณที่นำมาจากงบลงทุนที่กังวลจะกระทบการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้จ่ายเงินที่มีข้อกังวลความไม่โปร่งใสและก่อให้เกิดงบบานปลาย โดยเฉพาะการใช้งบเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติที่มีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงในหลายพื้นที่
ขณะที่นายภราดร ปริศนานนันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ครั้งนี้ รัฐบาลเข้ามารับตำแหน่งหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีสถานการณ์สงครามที่ตะวันออกกลางก่อนมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งหลังจากนั้นสิ่งที่ตามมาคือปัญหาเรื่องพลังงาน โดยประเทศไทยพลังงานส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ และไม่สามารถผลิตน้ำมันเองได้ ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรัฐบาลรักษาการขณะนั้นได้ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน และใช้เงินกองทุนน้ำมันทำให้กองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 6 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลเห็นแล้วว่า ด้วยสถานการณ์ที่มีปัญหา รัฐบาลไม่สามารถใช้กองทุนอุ้มได้ต่อไป จึงต้องลอยตัวน้ำมัน ทำให้ราคาสินค้าในท้องตลาดราคาสูงขึ้นตามต้นทุน คือวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลนี้กำลังเข้ามารับหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ
นายภราดร กล่าวต่อว่า การเขียนและออกนโยบาย รัฐบาลเราได้บรรจุความสำคัญของการโอนงบประมาณ เพราะรู้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเงินที่มีอยู่ในมือ ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางได้ จึงต้องหาแหล่งเงินมาเติมในส่วนของรัฐบาล เพื่อดูแลประชาชน จึงเจอพ.ร.บ.การงบประมาณ ซึ่งเขียนเอาไว้ในนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐรัฐสภา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคาดไว้ตอนต้นว่าจะได้เงินสัก 8 หมื่นล้านบาท-1 แสนล้านบาท หากได้ตอนนั้นก็เพียงพอที่จะเยียวยาประชาชน ควบรวมกับงบกลางที่เหลืออยู่ในกระเป๋า ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท รวมแล้วน่าจะมีเงินไปเยียวยาประชาชนเกือบ 1.5 แสนล้านบาท น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราไม่สามารถเอา พ.ร.บ.โอนงบประมาณได้ทันที ในเดือนเมษายน ติดเรื่องข้อกฎหมายที่ไม่สามารถโอนได้ทันที จึงจำเป็นต้องขยับเวลาออกมา
นายภราดร กล่าวด้วยว่า ดังนั้นตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนจนถึงวันที่ 2 มิถุนายน เวลาเดือนกว่าๆ หน่วยงานราชการที่เขารู้ว่า รัฐบาลนี้กำลังโอนงบประมาณกลับเข้ามาเพื่อเยียวยาประชาชน สิ่งที่หน่วยงานราชการทำ ก็เข้าใจ ไม่มีใครอยากถูกตัดลด หรือโอนงบประมาณกลับมา หลังจากที่ได้รับจัดสรรไปแล้ว ไม่มีหน่วยงานไหนที่เต็มใจที่จะคืนเงินให้กับรัฐบาลกลางในการบริหารจัดการแบบอื่น จึงเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ ตัวเลขการเบิกจ่ายไตรมาส 2 ไตรมาส 3 ตัวเลขการเบิกจ่ายสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ 6-7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 และ 3 เมื่อปีที่แล้ว จึงเป็นสัญญาณที่บอกว่า ไม่มีหน่วยงานราชการไหนที่อยากโอนเงินคืนให้กับรัฐบาล จึงพยายามเร่งรัดใช้ และเป็นเหตุผลว่าจากการคาดการณ์เดิม ทำให้ลดลงเหลือเพียง 1.03 หมื่นล้านบาท
นายภราดร กล่าวอีกว่า สำหรับหลักเกณฑ์การโอนว่า จะดึงรายจ่ายประจำที่ยังไม่เบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน รายจ่ายการลงทุนเป็นรายจ่ายปีเดียว รายการผูกพันข้ามปี รายการงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาว่าสามารถชะลอการดำเนินการได้ รายการของหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ องค์กรมหาชน และหน่วยงานของรัฐที่ได้รับงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนและหมุนเวียน เชื่อว่าโครงการที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้จึงเป็นเกณฑ์ที่เรานำมากำหนดในการพิจารณาเรื่องนี้
ส่วนโครงการของกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ที่ได้มีการดึงงบประมาณกลับมา ส่วนโครงการข้ามปีก็จะอยู่ที่กระทรวงคมนาคม และกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยโครงการยังอยู่ ไม่ได้หายไป ดึงกลับมาเพียงแค่บางส่วน ซึ่งจากเดิมตั้งงบประมาณไว้ 20% ก็ดึงกลับมาให้เหลือ 10%-15% และคำถามที่ว่า หากดึงกลับมาแล้วจะมีปัญหาหรือไม่ งบที่เราดึงออกมา จะใส่ไว้ในงบกลาง ในหมวดจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งด้วยสถานการณ์สงครามเราไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่ รอขนาดนี้เราได้ออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปแล้ว และหลังจากนี้เราไม่แน่ใจในสถานการณ์ภายในประเทศ ทั้งสงครามจากเพื่อนบ้านด้วย ภัยพิบัติที่อาจจะเกิดเกิดขึ้นในในช่วงปลายปี อย่างปัญหาอุทกภัย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ประเมินว่าอาจจะไม่มีผลกระทบจากเรื่องน้ำท่วม แต่อาจจะเกิดฝนตก และฝนทิ้งช่วงได้ส่วนจะมีปัญหาในการนำเงินงบประมาณไปแก้ปัญหาเร่งด่วนนั้น ก็เป็นการเตรียมการ นำเงินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาเตรียมไว้ตรงงบกลาง เพื่อหากเกิดเหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนรัฐบาล จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที และหากถามว่าทำไมไม่ทำตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นคนทำงบประมาณปี 2569
ส่วนที่มีการพูดถึงแผนการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตนมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งเราได้มีการเตรียมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมชลประทาน สทนช. และนายกรัฐมนตรีก็ความเป็นห่วงเป็นใย และได้เตรียมการกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ปัญหาหลักใหญ่ คือเรื่องการแจ้งเตือนประชาชน เรื่องการอพยพ เราปฏิเสธภัยธรรมชาติไม่ได้ แต่สิ่งที่ตนเชื่อว่าเป็นบทเรียนของทางรัฐบาล ท้องถิ่น และประชาชนคือการเตรียมความพร้อม เมื่อมีภัยมา ใครต้องทำอะไร อย่างไร เชื่อว่าหน่วยงานภาครัฐ ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีบทเรียน แล้วและเตรียมการในการอพยพให้มีประสิทธิภาพมากกว่าปีที่ผ่านมา
“ในฐานะตัวแทนรัฐบาลขอบคุณสำหรับทุกข้อสังเกต ทุกข้อห่วงใย ที่ฝากถึงรัฐบาล และหากลงมติเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณฉบับนี้ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอมา เราจะพยายามใช้เงินงบประมาณของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด และที่สำคัญจะทำให้ถึงมือพี่น้องประชาชนมากที่สุด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญเราจะไม่ใช้เงินงบประมาณไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล ของพรรคการเมืองหรือของพวกตัวเอง” นายภราดร กล่าว
จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติ โดยเห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง ถือว่าร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ ผ่านการพิจารณาและเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ต่อไป

