กัมพูชาเมื่อวันศุกร์(3ก.ค.) การหาทางออกอย่างสันติในประเด็นพิพาทด้านเขตแดนทางทะเลกับไทย ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) อาจปลดล็อคทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธณรมชาตินอกชายฝั่งมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ มอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะยาวสำหรับ 2 ประเทศ และส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของอาเซียน
แก้ว รตนาค รัฐมนตรีเหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา บอกกับพวกผู้สื่อข่าวว่า การตัดสินใจของกัมพูชาในการเสาะหาการประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เป็นการดำเนินการตามแบบอย่างที่ประสบความสำเร็จของติมอร์-เลสเต ซึ่งใช้กลไกเดียวกันนี้คลั่คลายข้อพิพาทด้านเขตแดนทางทะเลกับออสเตรเลีย
อนึ่งข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเตและออสเตรเลียถือเป็นกรณีศึกษาประวัติศาสตร์ระดับโลก ที่ใช้กลไก UNCLOS ซึ่งนำไปสู่การทำสนธิสัญญาแบ่งเขตแดนทางทะเลถาวรสำเร็จในปี 2018 ทำให้ติมอร์-เลสเตได้รับส่วนแบ่งรายได้ปิโตรเลียมในสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างมากจากแหล่งก๊าซในทะเลติมอร์
"ติมอร์-เลสเต เผชิญข้อพิพาททางทะเลกับออสเตรเลียเกี่ยวกับทรัพยากรนอกชายฝั่ง ในฐานะประเทศเล็กๆ พวกเขาเลือกใช้ UNCLOS แทนการเผชิญหน้า และกัมพูชากำลังเสาะหากลไกทางกฎหมายอย่างสันติแบบเดียวกันกับไทย" เขากล่าว
รัฐมนตรีเหมืองแร่และพลังงานรายนี้บอกว่าเป้าหมายของกัมพูชา คือสถาปนาเขตแดนทางทะเลที่ชัดเจน และท้ายที่สุดคือการสร้างกรอบการทำงานสำหรับพัฒนาทรัพยากรนอกชายฝั่งร่วมกัน เขาเน้นว่าวิกฤตพลังงานโลกตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับทรัพยากรใหม่ๆด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
เคทีพีอิงลิช สื่อมวลชนกัมพูชาภาคภาษาอังกฤษ อ้างความเห็นของ วู้ด แม็คเคนซี บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก คาดหมายว่าพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน(OCA) ขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตร ในอ่าวไทย อาจมีก๊าซธรรมชาติราว 12 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตและน้ำมัน 700 ล้านบาร์เรล ซึ่งน่าจะมีมูลค่าราวๆ 280,000 ถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
"ถ้าทรัพยากรเหล่านี้สามารถพัฒนาร่วมกันผ่านข้อตกลงสันติภาพหนึ่งๆ พวกมันจะไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะกับกัมพูชาและไทย แต่ยังช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของอาเซียน ลดต้นทุนทางพลังงานและเสริมความเข้มแข็งในศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาค" แก้ว รตนาค กล่าว
กัมพูชา เน้นย้ำว่าการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เป็นช่องทางเดียวที่ชอบด้วยกฎหมาย หลังไทยถอนตัวแต่เพียงฝ่ายเดียวจากเอ็มโอยู2544 ซึ่งมอบกรอบการทำงานทวิภาคีเพียงหนึ่งเดียว สำหรับการเจรจาเขตแดนทางทะเลและพัฒนาทรัพยากรร่วมกัน
เคพีทีอิงลิช อ้างความเห็นของ มาร์กอส ดอส รีส ดา คอสตา เอกอัครราชทูตติมอร์-เลสเต ประจำกัมพูชา สนับสนุนแนวทางนี้ บอกว่าประสบการณ์ของประเทศของเขา แสดงให้เห็นว่าการประนอมสามารถคลี่คลายข้อพิพาทที่ซับซ้อน ยามที่ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจากันด้วยความจริงใจ
Pou Sothirak ที่ปรึกษาระดับสูงของศูนย์ศึกษาภูมิภาคแห่งกัมพูชา ให้ความเห็นกับเคพีทีอิงลิช ว่าเคสของติมอร์เลสเต มอบบทเรียนที่สำคัญๆ "รัฐเล็กๆมีสิทธิต่างๆเหมือนกับรัฐขนาดใหญ่กว่า ภายใต้ UNCLOS ครั้งที่คุณเป็นสมาชิก กฎหมายระหว่างประเทศมอบจุดยืนความเท่าเทียมกับทุกรัฐสมาชิก"
(ที่มา:เคพีทีอิงลิช)

