ชัยชนะของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) อีกครั้ง น่าจะทำให้เขาเกิดความมั่นใจในเส้นทางการเมืองเบื้องหน้าอย่างมีนัยสำคัญ
เพราะ 8 ปีในเก้าอี้ตัวนี้น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับคนชื่อชัชชาติ ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้า “ชัชชาติ” จะยังคง “เล่นการเมือง” ต่อไป จุดหมายปลายทางของเขาก็น่าจะอยู่ที่ “นายกรัฐมนตรี”
คะแนนเสียงจากคนกรุงเทพฯ จำนวน 1,537,784 คะแนน คือหลักประกันอันมั่นคงในการเดินทางไปสู่ปลายทางแห่งความฝัน โดยเฉพาะจุดยืนในเรื่อง “ความเป็นอิสระ” ที่ทำให้ “ผู้ว่าฯ ทริป” กวาดคะแนนได้จากทั้ง “ด้อมส้ม-คนเสื้อแดงและฝ่ายอนุรักษ์นิยม” ตลอดรวมถึง “คนกลางๆ” ซึ่งพร้อมจะไหลไปตามกระแส
และถ้าเป็นเช่นนั้น ย่อมหมายความว่า เขาจะเป็นคู่แข่งคนสำคัญสำหรับ “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” จากพรรคการเมืองต่างๆ
ที่ต้องจับตาก็คือ“อาจารย์เชน-ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์”หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคที่หลังจากรับไม้ต่อจาก “คุณหนูอิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร” พร้อมรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ก็ทำคะแนนกระเตื้องขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ เป็นที่รับรู้ว่า นายชัชชาตินั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับพรรคเพื่อไทย เพราะเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของพรรคมาก่อนที่จะลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งการลงสมัครรับเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้งของเขา ก็ได้รับการสนับสนุนจาก “ค่ายสีแดง” อย่างชัดแจ้ง
รวมทั้งรู้จักมักคุ้นกับทั้ง “ทักษิณ ชินวัตร” ด้วยเคยเข้ามาช่วยงานและให้คำปรึกษากับกระทรวงคมนาคมทั้งกับรัฐบาลทักษิณ ต่อเนื่องถึงรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
แปลไทยเป็นไทยก็คือ ถ้าเส้นทางของนายชัชชาติไปทับกับทางเดินของ “อาจารย์เชน” แห่ง “ตระกูลชินดาวงศ์” ก็ย่อมจะตัดโอกาสทางการเมืองของเขาที่พรรคเพื่อไทย
นายชัชชาติคงไม่ยอมเป็นแค่ไม้ประดับ เป็นแค่แดนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเบอร์รองจาก “อาจารย์เชน” ซึ่งนั่นหมายความว่า ทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ การตั้งพรรคการเมืองของตนเอง อันจะทำให้สมการการเมืองทางการเมืองของประเทศเปลี่ยนไปอีกครั้ง
กล่าวคือ นอกจากจะดึงคะแนนจาก “ค่ายสีแดง” บางส่วนได้แล้ว ยังจะดึงคะแนนจาก “พรรคส้ม” และ “ระบอบสีน้ำเงิน” ได้อีกต่างหาก ซึ่งเขาก็แสดงให้เห็นแล้วในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่สอง
นั่นคือความน่ากลัวของนายชัชชาติ และถ้าเขาตัดสินใจตั้งพรรคการเมืองจริง น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับพรรคเพื่อไทยอยู่ไม่น้อย
ขณะที่เมื่อตัดภาพไปที่คู่แข่ง ซึ่งจะเป็น “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” ของพรรคการเมืองอื่นๆ ก็จะเห็นว่า ทุกคนมิได้โดดเด่นสักเท่าไหร่
ยกตัวอย่างเช่น“เสี่ยเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน และ“เดอะมาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในภาวะ “ขาลง” ทั้งสองคน
สำหรับค่ายสีฟ้าผลคะแนนเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นว่า คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์เมืองกรุงในยุคนายอภิสิทธิ์คัมแบ็กยังไม่ได้กระเตื้องขึ้นจากเดิมสักเท่าไหร่ แถมด้อมฟ้าออกจะผิดหวังเสียด้วยซ้ำกับการส่ง“เสี่ยเจมส์-อนุชา บูรพชัยศรีลงชิงชัยในนามของพรรคแบบที่ต้องส่ายหัว
106,739 คะแนน ของ “เสี่ยเจมส์-อนุชา” คงทำให้แกนนำประชาธิปัตย์ต้องกุมขมับ เพราะเป็นคะแนนที่พรรคได้รับลดลง เมื่อเทียบระหว่างคะแนนเลือกผู้ว่าฯ กทม.กับคะแนนพรรคในการเลือกตั้ง สส.เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในสนาม กทม.ประชาธิปัตย์ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ รวม 317,189 คะแนน ส่วนคะแนนเขตเลือกตั้ง ได้รวมกัน 351,368 คะแนน
ดังนั้น เป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ระดับนำของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์การเมือง ที่ยังไม่ตอบโจทย์ หรือโดนใจคนกรุง จะบอกว่า ยอมแพ้ตั้งแต่นายชัชชาติประกาศลงสมัคร จึงมาลงตัวที่ “เสี่ยเจมส์-อนุชา” ก็ดูจำเป็นคำตอบที่ง่ายเกินไปสำหรับพรรคที่เคยเป็นขวัญใจคนกรุงมาก่อน
ฟันธงล่วงหน้าได้เลยว่า “เสี่ยเจมส์-อนุชา” คงค่อยๆ เงียบหายไปจากพรรคประชาธิปัตย์ เผลอๆ จะย้ายค่ายเปลี่ยนขั้วอีกครั้ง เพราะต้องไม่ลืมว่า เขาเคยโผล่ไปร่วมงานกับระบอบสีน้ำเงินมาแล้ว
ส่วนค่ายสีส้ม การที่พรรคประชาชนภายใต้การนำของ “เสี่ยเท้ง-นายณัฐพงษ์” ส่ง“ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรก็ยิ่งทำให้ด้อมส้มผิดหวังกับภาวะผู้นำของนายณัฐพงษ์ รวมทั้งระดับนำของพรรคไม่น้อย เพราะเห็นว่า ส่งแบบขอไปที
หนักไปกว่านั้นคือ การดึศ.สุรพล นิติไกรพจน์อดีตอธิการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ ก็กลายเป็นการสร้างความร้าวฉานในหมู่ด้อมส้ม จนได้รับเสียงจากคนกรุงเพียง 106,739 คะแนน
แถมแทนที่ ดร.โจจะมีส่วนเกื้อหนุนกับผู้สมัคร สก.ของพรรค กลับทำให้เกิดความขัดแย้งภายใน ด้วยรายงานข่าวยืนยันว่า ผู้สมัคร สก.ร้องยี้กับการส่งดร.โจกันแทบจะทั้งหมด
หลายคนถึงกับใช้คำว่า เป็นการวางยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้น
แต่ที่น่าอับอายชนิดไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนสำหรับทั้งพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ แพ้ให้กับผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หน้าใหม่ ไร้ค่าย อย่าง “ติ่ง” มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุขซึ่งมาเป็นที่ 2 จำนวน 304,494 คะแนน
ส่วนสนามสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.) ที่พรรคประชาชนได้มามากสุดจำนวน 22 คนนั้น ยังมีการตีความไปอีกว่า “ด้อมส้ม”ต้องการบล็อกบทบาท ส.ก. เอาไว้ ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบ มากกว่าจะไปเป็นฝ่ายบริหาร
ก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่า การส่ง“ส.ก.เนอส-น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย”บุตรสาวของ “สมพงษ์ เก่งรุ่งเรืองชัย” อดีต ส.ก.ไทยรักไทย ปี 2541-2549 ลงชิงชัยในเก้าอี้ประธานสภากรุงเทพมหานครนั้น จะเป็นไปอย่างที่วาดฝันไว้หรือไม่ อย่างไร เพราะงานนี้ “ฝ่ายตรงข้าม” ที่มี “ทีมสีเขียว” กลุ่มคนทำงาน เป็นหัวหอกกำลังซุ่มดีลกับบรรดา ส.ก.ที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็น “ค่ายสีฟ้า” ที่มี 8 ที่นั่ง “ค่ายแดง” ที่ได้ไป 4 ที่นั่ง และ ส.ก.กลุ่มอิสระอื่น ๆ เพื่อชิงเก้าอี้ตัวนี้เช่นเดียวกัน
ว่ากันว่า ฝ่ายนี้จะเสนอชื่อ“เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย” ส.ก.บึงกุ่ม อดีตรองประธานสภา กทม.ชุดที่แล้ว เข้าชิงประมุขสภา กทม.ครั้งนี้
นี่ไม่นับรวมถึงการเลือกตั้ง “นายกเมืองพัทยา” ที่ผู้สมัครของพรรคประชาชนคือ“เจ๊กวัฒน์-นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร”ที่เข้ามาแทน “ดร.เอิง-น.ส.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ” หลังทัวร์ลงกรณียอดผู้ติดตาม แอปพลิเคชันว่าเป็นการปั่นและเป็นคนต่างชาติ พ่ายแพ้ต่อ“นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์”ผู้สมัครที่สังกัด “บ้านใหญ่คุณปลื้ม” บวกกับแรงหนุนของ และ “บ้านใหม่” ของ “เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น”ไปแบบน้ำตาร่วง
แถมทีมนายปรเมศวร์ ยังกวาด ส.ม. หรือ สมาชิกสภาเมืองพัทยาแบบยกทีม 24 คน ขณะที่ผู้สมัครจากพรรคประชาชน สอบตกยกชุด
เป็นความพ่ายแพ้ที่สะท้อนให้เห็นว่า การทำงานของพรรคในระดับพื้นที่ไม่เข้าตาประชาชนและไม่สามารถฝ่าด่าน “บ้านใหญ่” ที่ปรับยุทธศาสตร์ได้อย่างลงตัว
แน่นอนว่า ความพ่ายแพ้ศึกผู้ว่าฯ กทม.และนายกเมืองพัทยา ทำให้มีการถามหาความรับผิดชอบจากนายณัฐพงษ์อีกครั้ง ซึ่งคงต้องติดตามกันว่า ในการเลือกตั้ง สส.ครั้งหน้า นายณัฐพงษ์จะยังคงนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่
เช่นเดียวกับ“เสี่ยหนู-นายอนุทิน ชาญวีรกูล”แห่งระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งคะแนนนิยมแผ่วลงไปเรื่อยๆ ผสมกับความขัดแย้งกับทั้ง“พี่เน-นายเนวิน ชิดชอบ” และ “โกเกี๊ยะ-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ”ที่ร่ำลือกันหนาหูว่า ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ก็ยิ่งสร้างโอกาสให้กับนายชัชชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะสอดแทรกมาเป็น “ตัวเลือกใหม่” ให้กับคนไทยในยามที่เหลียวซ้ายแลขวาแล้วมองไม่เห็นใคร
เหมือนกับการเลือกตั้ง สส.ครั้งที่ผ่านมา จนต้องกลั้นใจไปเลือก “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” แทน ด้วยความเกรงกลัวว่า “ระบอบส้ม” จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ทำให้ปฏิบัติการไอโอด้วยยุทธศาสตร์ “ไม่เลือกเราเขามาแน่” ประสบความสำเร็จ
สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แม้ “ทีมชัชชาติ” จะไม่ส่ง “ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)” อย่างเป็นทางการ ด้วยเล็งเห็นถึงความยุ่งยากในการทับซ้อนกับกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนให้เขาเป็นผู้ว่าฯ กทม.แต่ก็มิได้หมายความว่า การไม่มี สก.ของตนเองจะเป็นอุปสรรคในการทำงาน
มิหนำซ้ำยังช่วยทำให้ภาพความขัดแย้งของนายชัชชาติกับพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ได้ก่อตัวจนสร้างความกินแหนงแคลงใจในอนาคต แม้จะมีการเตะสกัดบ้างจากพรรคเศรษฐกิจเรื่อง “ระบอบอากง” แต่ก็มิได้มีหลักฐานที่จะขยายผลได้ เช่นเดียวกับคนกันเองอย่าง “นายจิรายุ ห่วงทรัพย์” ที่เปิดหน้าโจมตีเพราะมีปัญหาเรื่องผู้สมัครทับซ้อน แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นกระทบกับความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจตัวจริงของ “ค่ายสีแดง”
แน่นอน นายชัชชาติน่าจะไม่มีปัญหาเรื่อง “ทุน” และไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องการหาเสียงซึ่งมีความโดดเด่น
แต่สิ่งที่ทำให้นายชัชชาติจะต้องคิดหนักก็คือ จะกำหนดเส้นทางการเมืองของตนเองเพื่อให้ไปสู่เก้าอี้ “นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย” ได้อย่างไร
นี่นับเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายชัชชาติต้องทำการบ้าน โดยเฉพาะการสร้างผลงานในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในอีก 4 ปีข้างหน้าภายใต้การเปิดแผลเรื่อง “ระบอบอากง” ให้โดนใจทั้งคนกรุงและประชาชนทั้งประเทศ

