MGR Online - “อ.ปานเทพ” พา 2 พยานสำคัญ “ปีเตอร์-มี่” เข้าพบดีเอสไอ หลังทนายตั้มร้องเอาผิดฮั้วประมูลโครงการ AOT ยืนยันเป็นเพียงแชตสนทนาไม่มีโครงการเกิดขึ้นจริง
จากกรณี นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ถูกศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี 12 เดือน พร้อมให้ชดใช้เงิน 72 ล้านบาท ในคดีฉ้อโกง น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ “พี่อ้อย” และต่อมาได้รับการประกันตัว ซึ่งภายหลังออกจากเรือนจำ “ทนายตั้ม” ร้องเรียน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบประเด็นตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) พร้อมพาดพิงถึงพยานในคดีที่ทำตนถูกพิพากษาจำคุก รวมทั้งนักการเมืองและกลุ่มบ้านพระอาทิตย์ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้รับงานในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบบอินเทอร์เน็ตและช่องเลน รับ-ส่งผู้โดยสาร ซึ่งเป็นข้อมูลจากโทรศัพท์ของพยานเอง
วันนี้ (3 ก.ค.) ณ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ อาคารซี (C) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรุงเทพฯ อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย น.ส.อัจฉรา แสงขาว หรือ “ทนายปุย” ทนายความฝ่ายพี่อ้อย พา 2 พยาน คือ นายเขมวัฒน์ บัวลาศ (ปีเตอร์) และ นางพจมาน บัวลาศ (มี่) เจ้าของบริษัท ปีเตอร์ วิชั่น จำกัด เดินทางเข้าพบ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (คดีฮั้วประมูล) เพื่อให้ปากคำกรณีการฮั้วประมูลโครงการของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT
อ.ปานเทพ เปิดเผยว่า หลัง ”ทนายตั้ม“ ได้กล่าวหาพยาน 2 ปาก รับงานฮั้วประมูลจากโครงการภาครัฐ และงานรัฐอื่นๆ จากรองนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า) จึงมาชี้แจงต่อดีเอสไอว่าเรื่องทั้งหมดไม่เป็นความจริง โดยอ้างว่าบ้านพระอาทิตย์ช่วยวิ่งเต้นงานโครงการภาครัฐและอ้างว่ามาจากแชตข้อความพูดคุยกัน แท้จริงแล้วไม่มีแม้กระทั่งโครงการเกิดขึ้นจริงจนถึงปัจจุบัน และการฮั้วไม่ได้เกิดขึ้นเพราะไม่มีโครงการ ซึ่งแสดงว่าการยื่นตรวจสอบเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น และบริษัทซึ่งดำเนินการกิจการร่วมค้า แข่งขันประมูลราคาโครงการภาครัฐ ผ่านระบบ E- binding ทุกขั้นตอน ไม่มีการฮั้วประมูลแน่นอน ส่วนข้อมูลพบว่าเป็นการสนทนาระหว่างบุคคลถูกดูดจากโทรศัพท์ของพยานทั้ง 2 ปาก “ทนายตั้ม” นำหลักฐานไปสู้ในชั้นศาลแล้ว แต่ถูกหักล้างเพราะเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จนศาลเห็นพ้อง
อ.ปานเทพ เผยว่า กรณีอ้างว่า ร.อ.ธรรมนัส รองนายกฯ สมัยนั้นมาเกี่ยวข้อง ยืนยันว่าเจ้าตัวไม่ได้ดูแลกระทรวงคมนาคม และทางกลับกันบริษัทของพยานได้ยื่นประมูลโครงการรัฐ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามปกติแต่ไม่ได้ซักโครงการเดียว ทำให้เดินทางมามอบหลักฐานให้ดีเอสไอ โดยพยานทั้ง 2 ปาก เป็นพยานสำคัญในคดีของพี่อ้อย เคยเป็นผู้ทำแอปพลิเคชั่นระบบหวยออนไลน์ ก่อน “ทนายตั้ม” นำแอปฯ ไปเสนอพี่อ้อย จนหลงเชื่อโอนเงินให้ 71 ล้านบาท ซึ่งพยานทั้ง 2 ปาก ไปแจ้งความว่าไม่ได้เงินจากการทำแอปฯ จึงไม่ได้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เป็นเหตุให้ศาลตัดสิน “ทนายตั้ม” จำคุก ฐานฉ้อโกงเป็นปกติธุระ จึงเกิดความแค้นพยานทั้ง 2 ปาก
อ.ปานเทพ เผยอีกว่า หลังออกจากเรือนจำ “ทนายตั้ม” มายื่นดีเอสไอ หวังว่ายืมมือมาทำลายความน่าเชื่อถือพยานทั้ง 2 ปาก ระหว่างอุทธรณ์ ตนจึงต้องพาพยาน มาแจ้งกับดีเอสไอ เพราะเห็นว่ามีการละเมิดอำนาจศาล รวมถึงอาจข่มขู่พยาน เสนอต่อศาลพิจารณาเพิกถอนประกันหรือกำหนดข้อห้าม ซึ่งศาลให้โอกาส “ทนายตั้ม” อีกครั้งแต่ห้ามสื่อสารในโลกโซเชียลฯ ที่ด้อยค่ากระบวนการยุติธรรม หรือไปข่มขู่ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เพราะพยานทั้ง 2 ปากได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความเป็นธรรม
“ขณะนี้ ดีเอสไอ ยังไม่มีเลขสืบสวน แค่รับเรื่องเบื้องต้นเท่านั้น ในการสืบสวนว่าเหตุเกิดขึ้นอะไร มาวันนี้ไม่ใช่ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหา มาแสดงความบริสุทธิ์ใจโดยไม่ต้องมีหมายอะไรเลย พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด จากนี้จะทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ดีเอสไอ สรุปคดีนี้ให้โดยเร็วและแจ้งผลต่อผู้ได้รับผลกระทบด้วย เพราะเป็นคดีเลื่อนลอยมากไม่มีหลักฐานชัดเจนและไม่มีโครงการจริง”
เมื่อถามว่าในส่วน “ทนายตั้ม” อ้างว่ามีกลุ่มไลน์บัญชีหนึ่ง พบว่าคนบ้านพระอาทิตย์อยู่ในนั้นด้วย อ.ปานเทพ ยืนยันว่า ไม่มีการฮั้วประมูลเพราะไม่มีโครงการอยู่จริง บริษัท AOT ไม่ได้อยู่ในการดูแลของ ร.อ.ธรรมนัส และอยู่กระทรวงคมนาคม ภายใต้พรรคภูมิใจไทย ส่วนมีคนบ้านพระอาทิตย์ในไลน์กลุ่มนั้นเป็นเพียงคนแนะนำหรือสอนงานการประมูลราคาภาครัฐต้องทำอย่างไร เป็นเรื่องปกติเพราะพยานไม่เคยได้งานอะไรเลย จึงช่วยแนะนำงานภาครัฐให้
ด้าน นางพจมาน หรือ (มี่) กล่าวว่า หลังตนออกสื่อมาชี้แจงซึ่งได้รับผลกระทบ แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้วเพราะอยากเป็นเพียงแค่พยานแต่ไม่คิดว่าจะถูกทำร้ายถึงขนาดนี้ ซึ่งข้อมูลไม่ได้อยู่ในสมองแต่มันอยู่ที่หัวใจอาจทำให้พูดคล่อง และหลังศาลตัดสินคิดว่าจบแล้วเพราะทำหน้าที่ตัวเองเสร็จสิ้นแต่กลับไม่จบเสียที ไม่คิดว่าจะต้องมาดีเอสไอด้วยซ้ำ ยืนยันเป็นเพียงพยานและพูดความจริงในศาลเท่านั้นแต่ได้รับความแค้นกับมาทั้งขึ้นทั้งร่อง ส่วนความกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัยได้ขอความช่วยเหลือบ้านพระอาทิตย์และให้ตนออกมาพูดความจริงบ้างเพราะห่วงครอบครัว ยังมีลูกเล็กอยู่
นางพจมาน หรือ (มี่) ออกมาระบุว่า นอกจากนี้ในกลุ่มทนายแอดเวนเจอร์ ยังเคยมีคนรับเงินจากพี่อ้อย ไม่ใช่ “ทนายตั้ม” เพียงคนเดียว เพราะตนได้เคยทำข้อมูล หากยังไม่หยุดคุกคาม ตนก็จะเป็นคนเปิดเผยรายชื่อ
ส่วนทาง นายเขมวัฒน์ (ปีเตอร์) ระบุว่า ตนไม่เคยแค้นพี่ตั้มและไม่ได้อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่เมื่อเป็นพยานขึ้นศาลก็ต้องพูดความจริง และที่ออกมาพูดเพราะไม่อยากโดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนที่มาฟ้องตนกับดีเอสไอ ก็ได้พูดในศาลไปหมดแล้วมีการซักถามหนักกว่านี้อีก แต่ตนพูดความจริงเท่านั้น ตนรู้สึกสบายใจขึ้นหลังเข้าพบดีเอสไอได้ให้ข้อมูลไปหมดแล้วเชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม

