xs
xsm
sm
md
lg

ค้าน! อนุสัญญาฯ แรงงาน เพิ่มสิทธิต่างด้าวเพียบ ตั้งสหภาพฯ-ชุมนุมประท้วง-รัฐดูแลยันครอบครัว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



พรรคไทยภักดี-เพจต่างด้าวทำอะไร เชิญชวนคนไทยร่วมคัดค้าน อนุสัญญาระหว่างประเทศด้านแรงงาน 3 ฉบับ ซึ่งให้สิทธิแรงงานต่างด้าวสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงาน ชุมนุมประท้วงเพื่อต่อรองกับนายจ้าง และสามารถย้ายถิ่นที่อยู่ได้อย่างอิสระ รวมถึงขยายสิทธิคุ้มครองแรงงานต่างด้าวและครอบครัว ทั้งที่เข้ามาแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยรัฐต้องใช้ภาษีคนไทยไปดูแลการศึกษา-รักษาพยาบาลให้ครอบครัวต่างด้าว หวั่น เกิดความวุ่นวาย ทำเศรษฐกิจพัง และอาจใช้การชุมนุมเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง

จากกรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอให้รัฐบาลไทยเร่งลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิแรงงาน 3 ฉบับ ได้แก่ 1.อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว 2.อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ILO ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และ 3.อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ILO ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง ซึ่งสาระสำคัญของอนุสัญญาทั้ง 3 ฉบับ คือการขยายสิทธิคุ้มครองแรงงานต่างด้าวและครอบครัว ทั้งที่เข้ามาแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย รวมถึงการรับรองสิทธิของแรงงานต่างด้าวในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน สิทธิในการชุมนุม และการเจรจาต่อรองกับนายจ้าง

ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าการเข้าร่วมอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว อาจทำให้ประเทศไทยต้องปรับกฎหมายและนโยบายด้านแรงงานครั้งใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลทั้งต่อโครงสร้างตลาดแรงงาน การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ภาระงบประมาณของรัฐ และโอกาสในการจ้างงานของคนไทยในระยะยาว

ชวลักษณ์ เวียงวิเศษ โฆษกพรรคไทยภักดี
ชวลักษณ์ เวียงวิเศษ โฆษกพรรคไทยภักดี ชี้ว่า อนุสัญญาฯทั้ง 3 ฉบับนั้นล้วนแต่มีจุดที่น่าเป็นห่วง โดยอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานโยกย้ายถิ่นและสมาชิกในครอบครัว(CMW) ทั้งที่เข้ามาแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมายนั้น จะทำให้เกิดปัญหาและเป็นภาระด้านงบประมาณของไทยอย่างมาก

ซึ่งในส่วนของ“แรงงานต่างด้าว”นั้นอนุสัญญาระบุว่าต้องได้รับค่าจ้างและสวัสดิการไม่ต่ำกว่าแรงงานท้องถิ่น ซึ่งหากคุ้มครองไปถึงแรงงานที่ผิดกฎหมายด้วยก็จะส่งผลให้เกิดการลักลอบเข้าเมืองมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะเข้าแบบถูกกฎหมายหรือไม่ก็จะได้รับค่าแรงและสวัสดิการที่ดี อีกทั้งแรงงานต่างด้าวยังสามารถย้ายถิ่นที่อยู่ได้อย่างอิสระ ซึ่งจะยากต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ จากเดิมที่หากเป็นแรงงานซึ่งถือบัตรชมพู (แรงงานต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่และทำงานได้ชั่วคราว) จะถูกจำกัดให้ทำงานและอาศัยได้เฉพาะในจังหวัดที่ระบุไว้บนบัตรเท่านั้น หากต้องการเดินทางออกนอกพื้นที่หรือข้ามจังหวัด ต้องไปขอรับหนังสือแจ้งการเดินทาง (ท.ร. 39) จากนายทะเบียนในท้องที่ และหากจะย้ายสถานที่ทำงาน จะต้องทำเรื่องขอย้ายกับกระทรวงแรงงานให้ถูกต้อง ไม่สามารถย้ายไปทำงานจังหวัดอื่นได้เอง ซึ่งการออกนอกพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีความผิดและอาจทำให้การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง แต่หากสามารถย้ายที่ถิ่นที่อยู่ได้อย่างอิสระ ถ้าแรงงานต่างด้าวไปก่อเหตุอะไรก็ยากที่เจ้าหน้าที่จะติดตามตัว

ขณะที่ “ครอบครัว”ของแรงงานต่างด้าวที่จะได้รับการคุ้มครองด้วยนั้น อนุสัญญาระบุว่ารัฐจะต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวของแรงงานให้เข้าถึงการศึกษาและบริการทางการแพทย์ ซึ่งหมายความว่านอกจากปัจจุบันซึ่งรัฐบาลต้องใช้ภาษีของคนไทยไปส่งเสียลูกแรงงานต่างด้าวให้ฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย (หรือเทียบเท่า)แล้ว ก็ต้องรับภาระในการรักษาพยาบาลครอบครัวของแรงงานต่างด้าวที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ ซึ่งตรงนี้นอกจากจะเป็นภาระด้านงบประมาณของระบบสาธารณสุขไทยอย่างมหาศาล โดยที่ผ่านมาโรงพยาบาลของไทยต้องแบกภาระค่ารักษาพยาบาลให้คนต่างด้าวที่เรียกเก็บเงินไม่ได้ถึงปีละประมาณ 2,500 ล้านบาทแล้ว คนไทยยังได้รับผลกระทบจากความแออัดและความล่าช้าในการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลอีกด้วย

“ เท่ากับว่าถ้าเราไปลงนามในอนุสัญญาฯดังกล่าว รัฐบาลไทยก็ต้องให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวและครอบครัวที่หอบหิ้วกันมาทั้งหมด ทั้งในเรื่องการรักษาพยาบาล การศึกษาและโอกาสในการทำงาน แต่อย่าลืมว่าแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยไม่ได้เสียภาษีนะ เพราะฐานเงินเดือนที่เริ่มสียภาษีอยู่ที่ 26,584 บาท ขณะที่อัตราค่าจ้างเฉลี่ยทั้งแรงงานไทยและต่างด้าว อยู่ที่ 330 – 400 บาทต่อวัน หรือประมาณเดือนละ 12,000 บาท จึงมีคำถามว่าทำไมรัฐบาลต้องเอาภาษีคนไทยไปดูแลครอบครัวของแรงงานต่างด้าว ทั้งเรื่องการศึกษาและการรักษาพยาบาล เรากำลังสนับสนุนให้ต่างด้าวเข้ามาตั้งรกรากในไทยหรือเปล่า ไม่มีประเทศไหนที่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวพาครอบครัวไปอยู่ด้วยนะ แม้แต่แรงงานถ้าท้อง เขาก็ไล่กลับประเทศ อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงของอนุสัญญาฯนี้ก็คือการที่ให้แรงงานต่างด้าวสามารถย้ายถิ่นที่อยู่ได้อย่างอิสระ ซึ่งอันตรายมากเพราะถ้าแรงงานต่างด้าวไปก่อคดีแต่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งก็ติดตามจับกุมได้ยาก อีกทั้งจากข้อมูลพบว่ามีกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งเข้ามาอยูในไทยในฐานะแรงงาน หากสามารถย้ายไปอยู่ไหนก็ได้ ก็ยากที่จะรู้ว่าคนกลุ่มนี้กำลังทำอะไร ” โฆษกพรรคไทยภักดี ระบุ


ชวลักษณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ILO ฉบับที่ 87 และ ฉบับที่ 98 ที่ให้สิทธิแรงงานต่างด้าวจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ สามารถชุมนุมประท้วง และต่อรองเจรจากับนายจ้างได้นั้น อาจทำให้การเคลื่อนไหวด้านแรงงานมีความซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม การลงทุน และความสงบเรียบร้อยของสังคม อีกทั้งเกรงว่าอาจมีการใช้อนุสัญญาดังกล่าวเป็นฉากหน้าในการนัดชุมนุมเพื่อเป้าหมายทางการเมือง

“ ลองคิดดูว่าหากรัฐบาลลงนามรับรองอนุสัญญาฯสองฉบับนี้จะวุ่นวายขนาดไหน อาจจะประชุมนุมประท้วงกันทุกเดือน ไม่ต้องทำงานทำการอะไรแล้ว เพราะมันมีพวกพรรคการเมือง เอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายที่คอยเสี้ยมอยู่ให้ประท้วงโน่นประท้วงนี่ จะมีการต่อรองเกิดขึ้นตลอดเวลา เดี๋ยวจะขอขึ้นค่าแรง เดี๋ยวขอลดเวลาทำงาน ขอหยุดงานด้วยเหตุผลต่างๆนานา คือลักษณะของแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะแรงงานเมียนมาเขามีแกนนำที่เป็นหัวโจ๊ก สั่งอะไร แรงงานคนอื่นจะทำตามหมด มีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ถ้าแรงงานเหล่านี้ลุกฮือขึ้นมาประกาศหยุดงานทั่วประเทศเพื่อขอขึ้นค่าแรง โรงงานเจ๊งหมด เศรฐกิจพังแน่ หรือชุมนุมแล้วก่อเหตุรุนแรง เจ้าหน้าที่ก็อาจจะไม่กล้าเข้าไปควบคุมสถานการณ์เพราะมีอนุสัญญาแรงงานคุ้มครองอยู่ และมีพวกเอ็นจีโอที่คอยให้ข่าวเท็จกับสื่อต่างชาติ ก่อนหน้านี้ นายวีระ แสงทอง (แกนนำกลุ่ม "Bright Future" ซึ่งเป็นเครือข่ายแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาในประเทศไทย) ก็เคยปลุกระดมได้แรงงานเมียนมาที่สมุทรสาครออกมาเรียกร้องให้ลดค่าต่ออายุใบอนุญาต โดยกล่าวหาว่าไทยใช้อำนาจรังแกแรงงานเมียนมา แต่ดีที่เจ้าหน้าที่ของไทยควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ” ชวลักษณ์ กล่าว

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจาก “เพจต่างด้าวทำอะไร” ซึ่งระบุว่า ที่ผ่านมามีแกนนำทางการเมืองของเมียนมาเข้ามาในไทย โดยเข้ามาในรูปของแรงงาน แล้วมีการเคลื่อไหวทางการเมือง มีการนัดรวมตัวกันเพื่อปลุกระดมทางการเมืองและฝึกอาวุธ ดังนั้นถ้ารัฐบาลไทยลงนามในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ILO ฉบับที่ 87และฉบับที่ 98 แกนนำทางการเมืองเหล่านี้ก็สามารถนัดชุมนุมและเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ง่ายขึ้น โดยอ้างว่าเป็นการนัดรวมตัวกันเพื่อพูดคุยเรื่องปัญหาแรงงาน

“ แกนนำแรงงานเมียนมาบางคนก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้สิทธิแรงงานต่างด้าวตั้งสหภาพแรงงานและจัดการชุมนุม เพราะเขามองว่าถ้าแรงงานเมียนมาตั้งสหภาพได้ก็คงไม่ต้องทำมาหากิน คงจะประท้วงกันทุกวัน และปัจจุบันรัฐบาลไทยก็ดูแลแรงงานข้ามชาติดีมากอยู่แล้ว” แอดมินเพจต่างด้าวทำอะไร ระบุ

ดร.พงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี รองหัวหน้าพรรคไทยภักดี และอดีตผู้นำสหภาพแรงงานฯ
ด้าน ดร.พงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี รองหัวหน้าพรรคไทยภักดี และอดีตผู้นำสหภาพแรงงานฯ เห็นว่า จริงๆแล้วอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ILO ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 นั้นเป็นการคุ้มครองสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน และสิทธิในการรวมตัว-ร่วมเจรจาต่อรองทั้งของแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว ซึ่งช่วยแก้ปัญหานายจ้างกลั่นแกล้งและกีดกันไม่ให้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานในบริษัทหรือองค์กร แต่เนื่องจากหลายฝ่ายกังวลเรื่องผลกระทบจากการรวมตัวกันของแรงงงานต่างด้าวจึงทำให้เกิดการคัดค้านการลงนามในอนุสัญญาฯดังกล่าว

ทั้งนี้ “เพจต่างด้าวทำอะไร”กำลังรณรงค์เชิญชวนประชาชนร่วมคัดค้านข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯที่เสนอให้รัฐบาลไทยลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิแรงงาน 3 ฉบับดังกล่าว โดยระบุว่า

ยอมรับได้ไหม? คนไทย...⁉️

ถ้าวันหนึ่ง...แรงงานต่างด้าวปิดถนนประท้วง คุณไปทำงานไม่ได้ ภาษีที่คุณจ่าย...จะถูกแบ่งไปดูแลครอบครัวแรงงานต่างด้าว แรงงานไทยถูกแย่งงานอย่างเป็นระบบ และรัฐบาลไทยคุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย

แต่ถ้าคุณยอมรับไม่ได้ มาลงชื่อคัดค้านกับเรา เพื่อทำหนังสือเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีด้วยกัน ที่ลิงค์นี้หรือสแกน QR Codehttps://ilo-tangdawtumarai-xdec.onrender.com/