นักเคลื่อนไหวยื่นประธานสภาฯ สอบประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ตั้งข้อกังขาเคยเป็นผู้ร้อง แต่กลับนั่งคุมวงสอบเรื่องเดียวกัน จี้ตรวจความชอบด้วยกฎหมาย-ความเป็นกลาง หวั่นกระทบความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบ
วันนี้(2 ก.ค.) ที่รัฐสภา นายสัณหณัฐ ศรัทธาพร นักเคลื่อนไหวอิสระ ยื่นหนังสือต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบการดำเนินการของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน กรณีศึกษาตรวจสอบคุณสมบัติของประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังมีการเรียกเอกสารและเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง
ผู้ร้องระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวมีข้อสงสัยทั้งในด้านความเป็นกลางของประธานคณะกรรมาธิการ การใช้อำนาจตามกฎหมาย และขั้นตอนการดำเนินการ จึงขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่
หนังสือร้องเรียนระบุว่าก่อนหน้านี้ น.ส.ภคมนต์ หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เคยร่วมกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก ยื่นหนังสือและหลักฐานต่อคณะกรรมการสรรหา เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของประธาน กสทช. พร้อมทั้งแสดงความเห็นต่อสาธารณะว่าประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย
ผู้ร้องเห็นว่า เมื่อบุคคลเดียวกันมาทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการที่ศึกษาตรวจสอบเรื่องเดียวกัน ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยว่าได้กำหนดจุดยืนไว้ล่วงหน้าแล้ว และอาจกระทบต่อหลักความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ
นอกจากนี้ ผู้ร้องยังตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินการของคณะกรรมาธิการอาจไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายหลายประการ โดยประการแรก อ้างถึงข้อ 90 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้การที่คณะกรรมาธิการจะพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ต้องรายงานให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบ และต้องไม่เป็นเรื่องซ้ำซ้อนกับการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการชุดอื่น จึงขอให้ตรวจสอบว่าได้ดำเนินการตามข้อบังคับดังกล่าวครบถ้วนหรือไม่
ประการที่สอง ผู้ร้องอ้างถึงพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 มาตรา 6 ซึ่งกำหนดว่า การเรียกเอกสารหรือเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐเข้าชี้แจง ต้องแจ้งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงานต้นสังกัดก่อน จึงตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมาธิการได้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวหรือไม่
ประการที่สาม ผู้ร้องระบุว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ก่อนเริ่มศึกษาประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช. คณะกรรมาธิการได้มีมติให้ดำเนินการศึกษาตามมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติอำนาจเรียกฯ หรือไม่ หากยังไม่มีมติดังกล่าว การดำเนินการอาจไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
ผู้ร้องยังระบุอีกว่า ประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช. เคยได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้เชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงโดยละเอียดแล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 โดยผู้ร้องเรียนในครั้งนั้นคือ น.ส.รักชนก ศรีนอก จึงเห็นว่าควรตรวจสอบว่าการดำเนินการของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ครั้งนี้ เป็นการดำเนินการซ้ำซ้อนกับคณะกรรมาธิการอีกชุดหนึ่งหรือไม่ ซึ่งอาจขัดต่อข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
นอกจากนี้ หนังสือยังอ้างถึงข้อ 11 ของข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2563 ที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นในความถูกต้อง เป็นธรรม และปราศจากอคติ
ผู้ร้องเห็นว่า เมื่อประธานคณะกรรมาธิการเคยเป็นผู้ยื่นร้องเรียนและแสดงความเห็นว่าประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติมาก่อน แล้วกลับมาทำหน้าที่กำกับการศึกษาตรวจสอบในเรื่องเดียวกัน ย่อมทำให้สาธารณชนอาจตั้งข้อสงสัยต่อความเป็นกลางในการใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการ และอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา
ทั้งนี้ ผู้ร้องได้ขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบการดำเนินการของประธานและคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับของสภาหรือไม่ พร้อมทั้งพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรม ความเป็นกลาง และความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา

