xs
xsm
sm
md
lg

“พาณิชย์”สกัดตั้งบริษัทนอมินี ดึงนักบัญชี-ทนายความสแกนตั้งแต่ต้นทาง พร้อมชงเพิ่มโทษพวกนอกลู่นอกทาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ปัญหานอมินี หรือการที่คนต่างชาติให้คนไทยถือหุ้นแทน แล้วใช้ความเป็นบริษัทไทย เข้าไปทำธุรกิจต่าง ๆ ได้สร้างผลกระทบ สร้างความเสียหาย ต่อธุรกิจคนไทยเป็นอย่างมาก ทำให้หลาย ๆ ธุรกิจที่เป็นของไทยประสบปัญหา ล้มหายตายจาก และเม็ดเงินที่ควรจะตกอยู่ในประเทศ ก็ไหลออกไปต่างประเทศ และยังสร้างผลกระทบ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ อีกเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลได้หันมามองปัญหานี้อย่างจริงจัง และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และต่อเนื่อง เพื่อขจัดปัญหานอมินีให้สิ้นซากไปจากประเทศไทย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ เข้มงวด กวดขันกับการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันปัญหานอมินี รวมทั้งให้พิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมในการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

ต่อมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ได้มีมติมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับไปหารือร่วมกับสภาทนายความและสภาวิชาชีพบัญชี เพื่อพิจารณาดำเนินการให้ผู้ประกอบวิชาชีพปฏิบัติให้เป็นไปตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ในฐานะที่นักบัญชี และทนายความ เป็นต้นทางหนึ่งในการช่วยให้เกิดบริษัทนอมินี หรือนิติบุคคลบัญชีม้า หากปฏิบัติไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขวิชาชีพ


รับลูกนายกฯ เข้มจดตั้งบริษัทใหม่

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมได้รับนโยบายรัฐบาล และนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยได้กำหนดมาตรการป้องกันการจดทะเบียนในลักษณะนอมินีหรือบัญชีม้านิติบุคคล ด้วยการออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง 5 ฉบับ และประกาศ 2 ฉบับ ดังนี้

คำสั่งที่ 1 กรณีจดทะเบียนแล้วมีกรรมการ ผู้ถือหุ้น หุ้นส่วน เป็นบุคคลในบัญชีม้า ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน ยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และแสดงหลักฐานสถานที่ตั้งสำนักงาน

คำสั่งที่ 2 กรณีหลอกใช้บุคคลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีรายได้น้อย) เป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น หุ้นส่วน ผู้มีบัตรสวัสดิการ ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน พร้อมยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน

คำสั่งที่ 3 กรณีจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดที่มีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท (กลุ่มเสี่ยงนอมินี) ผู้ถือหุ้นคนไทยทุกคนต้องส่ง Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน

คำสั่งที่ 4 กรณีจดทะเบียนและใช้ที่ตั้งซ้ำ ๆ กัน (หลายนิติบุคคลใช้ที่ตั้งเดียวกัน) ต้องจัดส่งหนังสือยินยอมของผู้มีสิทธิให้ใช้สถานที่ และเอกสารหลักฐานแสดงสิทธิ์

คำสั่งที่ 5 กรณีจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนหรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ให้หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน มีหนังสือยืนยันการลงทุน

ประกาศที่ 1 กำหนดบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียนจะลงลายมือชื่อต่อหน้า เช่น ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี สมาชิกเนติบัณฑิตยสภา (ทนายความ)

ประกาศที่ 2 บุคคลที่จะเป็นผู้รับรองการลงลายมือชื่อต่อหน้าของกรรมการและหุ้นส่วนได้ ต้องลงทะเบียนพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่านระบบก่อน


ผลคุมเข้มยอดจดบริษัทนอมินีวูบ

โดยผลการดำเนินการตาม 5 คำสั่ง 2 ประเทศ ส่งผลให้การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีสถิติชัดเจน คือ ช่วง 1 ม.ค.–31 มี.ค.2568 มีจำนวน 3,618 บริษัท เทียบกับช่วง 1 ม.ค.-31 มี.ค.2569 ลดลงเหลือ 1,771 บริษัท ลดลง 51.05% หลังบังคับใช้คำสั่งส่งหลักฐานการเงิน และช่วง 1 เม.ย.–31 พ.ค.2568 มีจำนวน 2,102 บริษัท เทียบกับช่วง 1 เม.ย.-31 พ.ค.2569 ลดลงเหลือ 731 บริษัท ลดลง 65.22% หลังเพิ่มมาตรการยืนยันการลงทุน

ส่วนการตั้งบริษัทใหม่เพื่อนำไปทำบัญชีม้านิติบุคคล 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2568 มีจำนวน 549 บริษัท ส่วนช่วง 1 ม.ค.-30 เม.ย.2569 ลดลงเหลือเพียง 10 บริษัท หลังบังคับใช้มาตรการ

“แสดงให้เห็นว่า คำสั่งและประกาศที่ออกมา สามารถสกัดการจดทะเบียนนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง และบัญชีม้านิติบุคคลได้ผล แต่ก็ยังไม่ลดลง 100% กรมจึงได้ออกมาตรการเข้มงวดเพิ่มเติม จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ส.ค.2569 เป็นเรื่องการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เข้ามาลงทุนถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ว่ามีการลงทุนจริงหรือไม่ โดยจะดำเนินการออกเป็น 2 เฟส คือ เฟสแรก จะขอให้ผู้ที่ลงทุนต้องหลักฐานทางการเงิน มาแสดงพร้อมกับการจดทะเบียน และเฟสสอง จะเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อลดไม่ให้มีการเข้ามาจดบริษัทนอมินี”นายพูนพงษ์กล่าว


ผลตรวจเข้มยอดสกัดนอมินีพุ่ง

นายพูนพงษ์กล่าวว่า ไม่เพียงแต่ออกมาตรการสกัดกั้นการจดทะเบียนนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง และบัญชีม้านิติบุคคล กรมยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทไปแล้ว โดยมีผลการดำเนินงานในช่วงเกือบ 9 เดือน ตั้งแต่ 1 ต.ค.2568-23 มิ.ย.2569 มีการพื้นที่รวม 35 พื้นที่ จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่, ชลบุรี, สมุทรปราการ, กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ราชบุรี, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม และตาก

โดยกลุ่มธุรกิจเสี่ยงที่เข้าตรวจสอบ ได้แก่ สำนักงานบัญชี, สำนักงานกฎหมาย, วิลล่า, ธุรกิจก่อสร้าง, ธุรกิจต่างด้าวและนายหน้า, ธุรกิจค้าเหล็ก, ธุรกิจท่องเที่ยวและนำเที่ยว, Co-Working Space, โรงงานอุตสาหกรรม, ลังมะพร้าว และธุรกิจร้านอาหาร เป็นต้น

ทั้งนี้ หลังจากตรวจสอบแล้ว ได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดี ดังนี้ ส่งกรมสรรพากร ตรวจสอบภาษี 14,800 ราย กรมที่ดิน ตรวจสอบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ 17,556 ราย ชุดเฉพาะกิจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมาย 2,713 ราย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ดำเนินการตามกฎหมาย 2,257 ราย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจสอบตามอำนาจ 2,236 ราย


ขณะเดียวกัน ได้ตรวจสอบบัญชีและงบการเงินบริษัทกลุ่มเสี่ยง โดยตรวจสอบรวม 3,294 ราย พบกลุ่มเสี่ยงที่มีผู้ทำบัญชีเข้าไปถือหุ้นแทนคนต่างด้าว 2,040 บริษัท เกี่ยวข้องกับผู้ทำบัญชี 140 คน สำนักงานบัญชี 29 แห่ง มูลค่าหุ้นรวม 2,528.65 ล้านบาท หรือประมาณ 26.91 ล้านหุ้น ในพื้นที่ 8 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ ชลบุรี, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, เชียงใหม่, ประจวบคีรีขันธ์, กระบี่, พังงา และแม่ฮ่องสอน

นอจากนี้ ได้แจ้งเตือนสำนักงานบัญชีและผู้ประกอบวิชาชีพ โดยมีหนังสือแจ้งเตือนผ่านสภาวิชาชีพบัญชี และสมาคมด้านบัญชีและภาษีอากร 7 สมาคม ครอบคลุมสมาชิกรวมกว่า 100,000 ราย และดำเนินการร่วมแสดงเจตจำนง “ไม่รับจดทะเบียน ไม่รับทำบัญชี ไม่สนับสนุนทุนเทา” พร้อมประชาสัมพันธ์บทลงโทษ หากฝ่าฝืนมี 3 ความผิด ได้แก่ ความผิดที่ 1 มาตรา 36 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดที่ 2 มาตรา 20 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้เอกสารประกอบการทำบัญชีที่ไม่ถูกต้อง โทษปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท และความผิดที่ 3 จรรยาบรรณวิชาชีพ นำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ โทษสูงสุดคือสั่งให้พ้นจากการประกอบวิชาชีพบัญชี


ลุยต่อสกัดนอมินีตั้งแต่ต้นทาง

นายพูนพงษ์กล่าวว่า แม้การดำเนินการสกัดกั้นนอมินี และการปราบปรามนอมินี ยังคงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องมีการสกัดกั้นนอมินีตั้งแต่ต้นทางด้วย โดยล่าสุดกรมได้ร่วมมือกับนายกสภาวิชาชีพบัญชี นายกสภาทนายความ ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ประธานคณะกรรมการมรรยาททนายความ นายกสมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ สมาคมสำนักงานบัญชีไทย สมาคมสำนักงานบัญชีและกฎหมาย สมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรแห่งประเทศไทย สมาคมสำนักงานสอบบัญชีไทย สมาคมสำนักงานบัญชีตัวแทน (ประเทศไทย) สมาคมนักบัญชีไทย และผู้แทนกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกันป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมมีการตรวจสอบ พบว่า มีผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ และผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีบางราย เป็นกลุ่มเสี่ยงที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการให้คำปรึกษา คำแนะนำ ช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์ให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายในรูปแบบนอมินี เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่ประเทศชาติ

โดยแนวทางความร่วมมือ ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ 2 วิชาชีพ ชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกผู้ประกอบวิชาชีพ ไม่ให้ความช่วยเหลือหรือให้บริการจัดตั้งนิติบุคคลที่มีลักษณะให้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี รวมถึงการกำหนดมาตรการทางจรรยาบรรณและมารยาทต่อผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีและผู้ประกอบวิชาชีพทนายความที่ให้ความช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ต่อชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยทุจริต โดยขอให้หน่วยงานที่กำกับดูแลทั้ง 2 วิชาชีพ กำหนดบทลงโทษขั้นสูงสุดแก่สมาชิกที่ร่วมกระทำความผิดหรือรู้เห็นเป็นใจ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ อันเป็นการตัดต้นตอแต่ต้นของปัญหานอมินีไม่ให้ลุกลามเป็นเนื้อร้ายทำลายเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม

นอกจากนี้ ได้มีการเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม สภาวิชาชีพบัญชี สภาทนายความ ยกระดับระบบให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อสกัดกั้นการจดทะเบียนนอมินีตั้งแต่ต้นน้ำด้วย


เพิ่มโทษผู้กระทำผิดให้เข้มขึ้น

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบวิชาชีพ เป็นผู้ทำบัญชี 87,552 ราย ผู้สอบบัญชี 12,040 ราย สำนักงานบัญชี (e-Accountant) 9,427 ราย ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ 94,702 ราย และสำนักงานกฎหมายที่มีต่างชาติร่วมทุน 571 ราย โดยเห็นควรให้มีการเพิ่มโทษต่อผู้กระทำความผิดให้เข้มขึ้น ได้แก่

ข้อบังคับว่าด้วยสมาชิก กำหนดให้ผู้ทำบัญชีที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับนอมินี เป็นลักษณะต้องห้ามของการเป็นสมาชิก

ข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณ กำหนดให้พฤติกรรมการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ถือหุ้นแทนต่างด้าว ถือเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ

“ที่ผ่านมา มีกรณีตัวอย่างเกิดขึ้นแล้ว โดย 10 ก.ย.2567 ศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้ทำบัญชีและสำนักงานบัญชีที่จัดหานอมินี 6 พ.ย.2567 กรมได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการจรรยาบรรณพิจารณา 27 ก.พ.2568 คณะกรรมการฯ รับเรื่องเฉพาะตัวบุคคล (ผู้ทำบัญชี) เป็นคำกล่าวหาและตั้งอนุกรรมการสอบสวน แต่ไม่สามารถพิจารณาโทษในส่วนของสำนักงานบัญชีได้ เนื่องจากไม่อยู่ในอำนาจตามกฎหมายปัจจุบัน จึงต้องมีการแก้ไข เพื่อให้สามารถเอาผิดได้”

สำหรับประเด็นที่เสนอให้แก้ไข ได้แก่ ประเด็นที่ 1 เสนอให้สภาวิชาชีพบัญชีและสภาทนายความผลักดันการแก้ไขกฎระเบียบ ให้สามารถพิจารณาโทษทางจรรยาบรรณ มรรยาท ครอบคลุมไปถึงสำนักงานบัญชี หรือสำนักงานกฎหมาย (ไม่ว่าจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่) นอกเหนือจากการลงโทษเฉพาะตัวบุคคล

ประเด็นที่ 2 ปรับปรุงระยะเวลาและกระบวนการพิจารณา เนื่องจากปัจจุบันใช้เวลานานเกินไป เช่น กรณีตัวอย่างส่งเรื่องตั้งแต่ พ.ย.2567 จนถึงปัจจุบันยังอยู่ระหว่างสอบสวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและผู้ใช้บริการ

ประเด็นที่ 3 เพิ่มการประชาสัมพันธ์เชิงรุกแจ้งเตือนผู้ประกอบวิชาชีพให้ทราบถึงผลกระทบร้ายแรงหากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการต้นน้ำในการจัดตั้งนอมินี

“กรมคาดหวังว่า หากสำนักงานบัญชีและสำนักงานทนายความ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย ขอรับคำปรึกษาการเข้ามาประกอบธุรกิจ ได้ให้รายละเอียดและคำแนะนำที่ถูกต้องตามกฎหมาย คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และยึดมั่นในหลักจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้ปัญหานอมินีที่กำลังเกิดขึ้น ทุเลาเบาบางลงหรือหมดสิ้นไป และช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความเป็นธรรมแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศโดยสุจริต”นายพูนพงษ์กล่าว