ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ “เนวิน-อนุทิน” ขัดแย้งจากมหาดไทย สู่แตกหัก เรื่องเขากระโดง?!
จากกรณีการโยกย้าย รองผู้ว่าราชการ และ รองผู้ว่าฯภูเก็ต เกี่ยวกับเรื่องปราบอิทธิพลท้องถิ่น มาถึงเรื่องการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น เผยให้ถึงร่องรอยความขัดแย้ง การช่วงชิงอำนาจในกระทรวงมหาดไทย
นำมาซึ่งกระแสข่าวว่า ขณะนี้ได้เกิดรอยร้าวระหว่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กับ “เนวิน ชิดชอบ” ผู้มีบารมีตัวจริงในพรรคภูมิใจไทย ที่ส่งอนุทิน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถือหางกันคนละฝ่าย
ก่อนหน้านี้ ก็มีสัญญาณของความเห็นต่างในกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางบุคลากร การแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยฯ หลายตำแหน่ง การแบ่งบทบาทในการบริหาร รวมทั้งการแต่งตั้ง “ชัยวัฒน์ จุนถิระพงศ์” บุคคลใกล้ชิดของ เนวิน มาเป็นเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เหมือนให้มาเป็น“พี่เลี้ยง”
แต่ถูกมองว่า “เนวิน” ส่งคนมาประกบ มากำกับทิศทางการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะ
แม้“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม หนึ่งในขั้วอำนาจของพรรคภูมิใจไทย สายใต้ จะออกมาปฏิเสธว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งระหว่าง “น.หนู” กับ “น.เน” แต่อาจมีความเห็นที่ไม่ตรงกันในบางเรื่อง บางครั้งเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
แต่ถ้าความเห็นไม่ตรงกันบ่อยๆ นั่นแหละที่เรียกว่า “ความขัดแย้ง” แม้จะยังไม่ถึงขั้น “แตกหัก” ก็ตาม
เกมช่วงชิงอำนาจในกระทรวงมหาดไทย ต้องรอวัดกันที่การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในเดือนกันยายนนี้ รวมทั้งตำแหน่ง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในสายข้าราชการ ว่าจะเป็น“นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมการปกครอง คนปัจจุบัน ที่อยู่ในสายบุรีรัมย์ จะค้ำถ่อขึ้นมา
หรือ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงฯ คนปัจุบัน ที่เกาะติด “อนุทิน” เป็นเงาตามตัว ซึ่งจะมีอายุครบ 60 ในปี 2574 จะยังรักษาเก้าอี้ตัวนี้ไว้ได้
อย่างไรก็ตาม การชิงเหลี่ยมในกระทรวงมหาดไทย อาจมีการเจรจาต่อรองให้สมประโยชน์กันได้ โดยไม่ต้องถึงขั้น “บู๊ล้างผลาญ”
แต่เรื่องคอขาดบาดตาย ที่จะเป็นตัวชี้ขาดความสัมพันธ์ระหว่าง “อนุทิน” กับ “เนวิน” คือกรณีที่ดินเขากระโดง ที่ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กำลังเดินหน้าชนอยู่ในขณะนี้
คนในตระกูลชิดชอบทั้ง “เนวิน-ไชยชนก” ถูกแจ้งความเอาผิดเรื่องบุกรุก ยึดครองที่ดินของการรถไฟ มีการถมคลอง ถมถนน เพื่อสร้างสนามฟุตบอล สนามแข่งรถ ซึ่ง “เสรีพิศุทธ์” ได้นำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งระบุชัดมาเป็นหลักฐาน
ส่วน “อนุทิน” เป็นกรณีมีชื่อในทะเบียนบ้าน ที่เขากระโดง ซึ่ง “อนุทิน”เคยบอกว่าเป็น “เซฟโซน” และไม่ถือว่าเป็นความผิดอะไร เพราะไม่มีที่ดิน
แต่ในมุมของ “เสรีพิศุทธ์” มองว่า การย้ายชื่อเข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านที่บุรีรัมย์ แต่ไม่ได้ไปอยู่ที่นั่นจริง ถือว่าเป็นการให้ข้อมูลเท็จแก่เจ้าพนักงาน ยิ่งเมื่อรู้แล้วว่าบ้านที่ตนเองมีชื่ออยู่นั้น เป็นที่ดินที่กำลังมีปัญหา ก็ยังไม่ย้ายชื่อออก เป็นการแสดงเจตนาชัด ถึงความไม่ซื่อสัตย์ สุจริต
“อนุทิน”เป็นรมว.มหาดไทย คุมกรมที่ดิน “พิพัฒน์” เป็น รมว.คมนาคม กำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทย ส่วน “เนวิน” เจอข้อหาบุกรุก ครอบครองที่ดินของการรถไฟ ซึ่งอยู่ระหว่างการฟ้องร้อง จากการรถไฟ
หากฝ่ายเนวินแพ้คดี “พิพัฒน์” ในฐานะ รมว.คมนาคม ก็จะมีแต้มต่อทันที ว่าจะให้เช่าที่ดินนั้น หรือจะให้การรถไฟสั่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง คือสนามฟุตบอล และสนามแข่งรถ
ขณะเดียวกัน หาก“อนุทิน” เห็นต่างจาก “เนวิน” ในเรื่องที่ดินเขากระโดง หรือย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านที่บุรีรัมย์ เมื่อไร
นั่นคือ การแตกหัก ระหว่าง น.หนู กับ น.เน
++ ‘กรรม และ ‘ความว่างเปล่า’ ของ "อนันต์ อัศวโภคิน"
ในวงการธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีใครไม่รู้จัก "เจ้าสัวอนันต์" อนันต์ อัศวโภคิน ผู้ปฏิวัติวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย เจ้าของอาณาจักรหมื่นล้านที่ "สร้างบ้านเสร็จก่อนขาย" ให้ผู้คนได้อยู่อาศัยมาแล้วนับแสนหลัง
แต่ในวันนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวการออกหมายจับครั้งล่าสุด จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีพัวพันการฟอกเงิน ภาพสะท้อนของมหาเศรษฐีแถวหน้าของประเทศกลับไม่ได้อยู่บนจุดสูงสุดของหอคอยงาช้างอีกต่อไป หากแต่เป็นภาพของชายในวัยปลายเจ็ดสิบ ที่กำลังนอนรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูปลอดเชื้อ ในต่างแดน
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของคดีความของนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ แต่คืออุทธาหรณ์สอนใจที่ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต
ย้อนกลับไปในยุคที่ "อนันต์ อัศวโภคิน" คือสัญลักษณ์ของความสำเร็จและนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลต่อวงการอสังหาฯ จากผู้สร้างแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง แลนด์แอนด์เฮ้าส์, ควอลิตี้เฮ้าส์ และโฮมโปร ชื่อของ "เจัาสัวอนันต์" เคยปรากฏบนทำเนียบมหาเศรษฐีของนิตยสาร Forbes ขยับตัวไปทางไหนก็มีแต่ชื่อเสียง และความมั่งคั่ง
แต่ทว่า... ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ "ต้มยำกุ้ง" ปี 2540 ผลกระทบที่เกิดขึ้นสั่นคลอนความมั่งคั่ง และสถานะอาณาจักรแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ทำให้ "เจ้าสัวอนันต์" แสวงหาที่พึ่งทางใจ เส้นทางชีวิตของเขาได้หันเข้าสู่ร่มเงาแห่งศรัทธาของ "ธรรมกาย" โดยเฉพาะ "ธัมมชโย" ที่อนันต์ ศรัทธาอย่างมาก หรือเรียกว่าหมดหัวใจ
“อนันต์”กลายเป็นอุบาสกผู้ทุ่มเท ทั้งเงินตราและที่ดิน ด้วยหวังว่าผลบุญนั้นจะค้ำจุนชีวิตและธุรกิจให้ยั่งยืน
จังหวะชีวิตตอนนั้น อาจจะเป็นคำถามที่ย้อนมาในวันนี้ว่า ที่แท้การเข้าหาธรรมกายและธัมมชโย นั่นเป็นบ่วงศรัทธา หรือ บ่วงกรรม?
เพราะ เส้นทางสายบุญที่คิดว่าจะนำมาซึ่งความโปร่งสบาย กลับกลายเป็น "บ่วงคดีความ" พัวพันยาวนานนับสิบปี จากดีลที่ดิน สู่คดียักยอกทรัพย์ที่สร้างความบอบช้ำให้กับผู้คนนับหมื่น มรสุมลูกใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้ ไม่ได้เพียงแค่พรากชื่อเสียงไปจากเขา แต่ยังค่อยๆ กัดกินสุขภาพร่างกายในบั้นปลาย
ความคืบหน้าทางกฎหมายในเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดให้ฟ้อง และพนักงานสอบสวน ต้องขออนุมัติศาลออกหมายจับเนื่องจาก "เจ้าสัวอนันต์" ในฐานะผู้ต้องหา ไม่สามารถมาปรากฏตัวได้นั้น มองในแง่หนึ่งคือกระบวนการยุติธรรม แต่หากมองผ่านเรื่องของสัจธรรม คือการตอกย้ำถึง ความจริงแท้ของชีวิต
รายงานระบุว่า อดีตเจ้าพ่ออสังหาฯ ตอนนี้เผชิญกับภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และรับการรักษาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ร่างกายอยู่ในสภาวะวิกฤตที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตได้ตลอดเวลา
ในนาทีนี้ อดีตที่เคยเป็นนักธุรกิจผูัยิ่งใหญ่ แต่ไม่สามารถทำอย่างไรได้กับ "หมายจับ" หรืออาจจะไม่สามารถกลับมาต่อสู้คดีอย่างสง่างามในวาระสุดท้าย
คำถามที่มักได้ยินกันบ่อยว่า ชีวิตของคนเรา...ท้ายที่สุดแล้วต้องการสิ่งใด?
“เจ้าสัวอนันต์” ก็เป็นเช่นกัน นักธุรกิจใหญ่ผู้สร้างบ้านหรูหราให้ผู้อื่นอยู่นับแสนหลัง ในวันนี้กลับมีเพียงเตียงผู้ป่วยในต่างแดน และห้องปลอดเชื้อแคบๆ เป็นที่พำนัก
เคยมีชัยในสมรภูมิธุรกิจมาค่อนชีวิต แต่ก็หนีไม่พ้นความพ่ายแพ้ให้กับกฎธรรมชาติของสังขารที่ร่วงโรย
นี่คือบทละครของชีวิต คนเราที่ผ่านมาไม่ว่าจะเคยเป็นอะไร อย่างไร หากเมื่อวันนั้นมาถึง สุดท้ายก็ต้องบอกว่า สิ่งเดียวที่จะเหลือติดตัวเราไปอย่างแท้จริง มีเพียง 'กรรม' และ 'ความว่างเปล่า' เท่านั้นเอง

