xs
xsm
sm
md
lg

ไม่ไว้ใจดอลลาร์! แบงก์ชาติทั่วโลกมองสหรัฐฯคือความเสี่ยง เตรียมเทขายสกุลเงิน US ถือครองทองคำแทน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



มีธนาคารกลางของชาติต่างๆเพิ่มมากขึ้น ที่มีแผนปรับลดการถือครองดอลลาร์เป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษหน้า ตามรายงานของซีเอ็นเอ็นอ้างอิงผลสำรวจหนึ่งในระดับนานาชาติ สะท้อนว่าความเสี่ยงทางการเมือง เริ่มส่งผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆต่อสกุลเงินของอเมริกา

ผลการสำรวจดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางที่เปิดฉากโดยสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความปั่นป่วนแก่ตลาดพลังงานโลก และมีขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งอเมริกา กำลังหาหนทางใหม่สำหรับดำเนินการรีดภาษีชาติต่างๆทั่วโลก ความเคลื่อนไหวที่เป็นการตอกย้ำว่าอเมริกามีวาระนโยบายต่างประเทศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

การสำรวจที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร(30มิ.ย.) จัดทำโดย Official Monetary and Financial Institutions Forum (OMFIF) กลุ่มวิจัยอิสระที่มีสำนักงานใหญ่ในลอนดอน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม และในนั้นเป็นการตอบแบบสอบถามจากบรรดาธนาคารกลางต่างๆ 74 แห่งทั่วโลก

ในรายงานระบุว่าถือเป็นครั้งแรกที่ผลการสำรวจนี้พบว่าความปรารถนาลดสัดส่วนการถือครองดอลลาร์ แซงหน้าความตั้งใจที่จะเพิ่มสัดส่วนการถือครองสกุลเงินสหรัฐฯ นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ OMFIF เริ่มทำการสำรวจเจตจำนงในการลงทุนของธนาคารกลางชาติต่างๆในปี 2023

รายงานของซีเอ็นเอ็นระบุว่าผลการค้นพบดังกล่าว เป็นตัวแทนสิ่งบ่งชี้ล่าสุด ว่าทั่วโลกกำลังบ่ายหน้าจากดอลลาร์ บ่อยครั้งมักถูกเรียกว่า "ลดพึ่งพิงดอลลาร์" ซึ่งหมายถึงการลดการใช้สกุลเงินสหรัฐฯในการค้าขายและทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ ทำให้อุปสงค์และมูลค่าดอลลาร์อ่อนตัวลง แนวโน้มนี้มีขึ้นหลังจากเจพี มอร์แกน เปิดเผยว่าสัดส่วนของสกุลเงินดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางชาติต่างๆนั้น ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ทศวรรษเมื่อปีที่แล้ว

"ในปีนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทเหนือกว่าสภาพแวดล้อมทางการเมืองของสหรัฐฯ ในการยับยั้งการลงทุนในดอลลาร์ สะท้อนมุมมองที่มีต่อบทบาทของอเมริกาในการโหมกระพือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" รายงานของ OMFIF ระบุ

อย่างไรก็ตามในรายงานเน้นย้ำว่า "ดอลลาร์ยังคงครองสัดส่วนหลักในพอร์ตการลงทุนและคาดหมายว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไปในอนาคตอันใกล้" จากความเห็นของ อันเดรีย คอร์เรีย หัวหน้านักวิจัยของ OMFIF บอกกับซีเอ็นเอ็น พร้อมระบุ "ดอลลาร์ยังคงมีสัดส่วนถึง 58% ที่ธนาคารกลางต่างๆจัดสรรการลงทุนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา"

กระนั้นรายงานเตือนว่า "ยังคงพบเห็นธนาคารกลางต่างๆลดการพึ่งพิงดอลลาร์อย่างค่อยเป็นค่อยไป หันไปหายูโรและสกุลเงินหยวน" โดยเกือบทุกธนาคารกลางในการสำรวจ มองว่าเงินหยวนช่วยกระจายความเสี่ยง ส่วน 2 ใน 3 คิดว่าสกุลเงินยุโรมีความน่าดึงดูดใจกว่าเดิมสำหรับการใช้ในการค้าขายในระดับนานาชาติ เพิ่มขึ้นจากระดับ 43% ของปีที่แล้ว โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถาม 29% บ่งชี้ว่ามีความปรารถนาเพิ่มการถือครองยูโรในระยะยาว เพิ่มขึ้นจากระดับ 22% ของปีก่อน

รายงานระบุว่าอุปสงค์สำหรับสกุลเงินทางเลือก ในนั้นรวมถึงดอลลาร์สิงคโปร์, เงินวอนเกาหลีใต้ และแรนด์ของแอฟริกาใต้ ก็เติบโตชึ้นเช่นกัน

ขณะเดียวกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ผลักให้อุปสงค์ทองคำพุ่งสูงขึ้น มีธนาคารกลางต่างๆจำนวนมากสุดเป็นประวัติการณ์ ที่บอกว่ามีแผนเพิ่มการลงทุนในทองคำ แม้ว่าราคาดีดตัวขึ้นจากหนึ่งปีก่อนหน้านี้ กว่า 20% "การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความคลางแคลงใจมากขึ้นเกี่ยวกับเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ" รายงานระบุ

ผลสำรวจพบว่า ทองคำ ซึ่งทำสถิติราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องและถือครองโดยธนาคารกลางทั่วโลกถึง 82% นั้น ได้ขยับขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์การบริหารเงินทุนสำรอง และคาดว่าในระยะสั้นนี้ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางมีแผนจะเพิ่มการถือครองมากที่สุด โดยมีสัดส่วนสุทธิ 30% ของผู้ตอบแบบสำรวจที่ตั้งใจจะเพิ่มการถือครองคำในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
(ที่มา:ซีเอ็นเอ็น)