เมืองไทย 360 องศา
ทำไปทำมา “รอยปริ”ร้าว ระหว่าง “สองบิ๊ก” ภายในพรรคภูมิใจไทย นั่นคือ ระหว่าง “สอง น.” คือ น.หนู นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับ น.เน นายเนวิน ชิดชอบ เพราะมีการยอมรับทำนองว่า “มีความเห็นไม่ตรงกัน” ซึ่งย้ำว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ขณะเดียวกัน นั่นก็เป็นการยอมรับแล้วว่า ภายในพรรคย่อมมี “คลื่นลม” ที่ไม่ปกติเกิดขึ้นแล้ว
แม้ว่าในภายหลังคนสำคัญภายในพรรคภูมิใจไทยจะมาพูดจา พยายามลดโทนให้เห็นเป็นเรื่องปกติ ที่คนสองคนจะมีความเห็นไม่ตรงกัน โดยยกตัวอย่างกรณีสามีภรรยาที่ต้องมีเรื่องมีปากเสียงกันบ้าง ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรก็ตาม แต่สำหรับภายในพรรคภูมิใจไทยระดับ “สองแกนหลัก” ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังเป็นหัวหน้าพรรค กับ นายเนวิน ชิดชอบ ที่หลายคนรับรู้ว่ามี “อิทธิพล”ในพรรคมากน้อยแค่ไหน เพราะระดับ “ครูใหญ่” มันก็ไม่ต่างจากคำที่เรียกขานว่า “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ได้เหมือนกัน
การบอกว่า “มีความเห็นไม่ตรงกัน” บ้าง ในทางการเมืองถือว่า “ยอมรับว่าขัดแย้งกันจริง” และมีบางกรณีที่ทำให้ทั้งคู่ต้องขัดแย้งกันอีกด้วย แน่นอนว่าการบริหารราชการในฐานะนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล และในทางการเมืองย่อมต้องการ “สร้างภาพลักษณ์” เป็นปัจจัยหลัก แต่ที่ผ่านมาต้องยอมรับเช่นเดียวกันว่า “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” มีภาพลักษณ์ใน “ทางลบ” มากกว่าบวกแน่นอน บางเรื่องแม้ว่า อาจอยู่ในขั้นตอนตามกระบวนการ เช่นกรณี “ที่ดินเขากระโดง” กรณี “ฮั้วส.ว.” ล้วนสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นบวกเอาเสียเลย
แต่ขณะเดียวกันในทางการเมืองก็ต้องยอมรับว่า “น.เนวิน” ย่อมเป็น “ลมใต้ปีก” ที่คอยดันให้ “น.หนู” นายอนุทิน ย่างก้าวทางการเมือง จนกระทั่งมาถึงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน แต่ก็อย่างว่าในทางการเมือง ทั้งสองฝ่าย “ก็ย่อมสมประโยชน์” แบบ “วิน วิน” ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากการ “ต่างตอบแทน” นั่นแหละ เพียงแต่ว่าเป็นการ ตอบแทนแบบไหนเท่านั้นเอง
ลักษณะจึงไม่ต่างจากสองฝ่ายเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จะขาดคนใดคนหนึ่งไม่ได้ ซึ่งรวมเอา “พ.พิพัฒน์” เข้าไปด้วย นั่นแหละ เขาคือ “ทุนใหญ่” อีกทุนหนึ่งที่อาสาดูแลภาคใต้ ซึ่งจะว่าไป “พ.พิพัฒน์” นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ บางทีอาจไม่ใช่ “ตัวจริง” มาตั้งแต่ดั้งเดิม เพราะ “แม่ทัพ” คนจริงก่อนหน้านี้คือ นางนาที รัชกิจประการ ภรรยาของเขามากกว่า เพียงแต่ว่า “เกิดอุบัติเหตุ” การเมือง “ตายน้ำตื้น” ในเรื่องสอดบัตรแทนกัน ทำให้ถูกตัดสิทธิ์การเมืองยาว ทำให้ต้องผ่องถ่ายมาที่ สามี คือ พ.พิพัฒน์ ในปัจจบันนั่นเอง ดังนั้นอาจเป็นเพราะ “ไม่ใช่ตัวจริง” ตั้งแต่แรก ลำหักลำโค่น จึงไม่หนักแน่น จนกลายเป็นอีก “จุดอ่อน” ไปแบบไม่น่าเชื่อ
ก่อนหน้านี้ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวความขัดแย้งระหว่าง 2 น. กับ 1 พ. ว่า ข้อเท็จจริง มีการทะเลาะกันของ 2 น. คือ น.เนวิน กับ น.นก (ไชยชนก) ทะเลาะกันเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะด้วยความรักและเจตนาที่ดี ที่จะทำเพื่อประเทศชาติ ส่วนอีก 1 พ. กับ 1 น. ก็ทะเลาะกันทุกวัน คือ ท่านพิพัฒน์ (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กับท่านนาที (นางนาที รัชกิจประการ) ก็ทะเลาะกันทุกวัน
เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ของ นายเนวิน และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายไชยชนก กล่าวว่า มีความรักความสนิทสนม และมีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนที่ผ่านมา ทั้งสองคนอาจมีความเห็นที่ไม่ตรงกันหรือไม่นั้น เป็นเรื่องปกติของทุกคนในการทำงาน ที่จะมีความเห็นต่างกันบ้าง แต่ความเป็นภูมิใจไทย มีความสามัคคีและมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดเสมอ โดยยืนยันว่าทั้ง 2 ท่านไม่มีปัญหาอะไรกัน
ส่วนที่มองกันว่าเป็นการดิสเครดิตทางการเมือง เพื่อให้เกิดรอยร้าวในพรรคภูมิใจไทย หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นการดิสเครดิตในมุมมองของสังคมได้ แต่เรื่องส่วนตัวของคนสองคน มาก้าวก่ายหรือทำให้ 2 คน รู้สึกแตกแยกกันนั้น ทำไม่ได้ รักกันสนิทกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เรื่องแค่นี้ไม่กระทบ พร้อมยอมรับทั้งสองคนยังจับมือร่วมทำงานด้วยกันอยู่
ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสความขัดแย้งระหว่าง 2 น.และ พ. พรรคภูมิใจไทย ว่า ”ไม่จริงหรอกครับ“ เรื่องนี้ต้อง บอกตรงไปตรงมาอย่างที่ตนเคยบอกจริงๆ 2 น. ก็ส่วนหนึ่งแล้วบอกว่ามี พ.เข้าไปพ่วงอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งได้มีการคุยกันในพรรค ขอยืนยันว่าทุกสิ่ง นายกรัฐมนตรีจะมีการหารือ กับตน และอีก 1 น. ว่าพวกเราทำงานอะไรไป ทุกสิ่งทุกอย่างมีการประสานกัน
“ขอยืนยันว่าที่มีข่าวว่าพวกเราแตกกันภายใน ยืนยันว่าไม่ว่าจะ 2 น. 1 พ. อะไรพวกนี้ ยืนยันพวกเรายังปกติ แต่การทำงานร่วมกันมันเรื่องปกติ บางครั้งอาจจะมีการคุยกัน บางเรื่องอาจจะละเลย เป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่โต แต่ขอยืนยันว่า ความขัดแย้งภายในพรรคภูมิใจไทยไม่มี”
ส่วนที่หลายคนมองว่าอาจมีปัญหาในการทำงานบริหารประเทศ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า “การบริหารประเทศนายกเป็นผู้บริหาร อีก น.หนึ่ง คำว่าบริหารประเทศ เขาไม่ได้เข้ามายุ่งนะ จะเห็นว่าการบริหารประเทศ เบอร์ 1 ของประเทศไทย คือนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ซึ่งจะบอกว่ามีคนอื่นเข้ามาแทรกแซง ไม่มีครับ ขอยืนยัน แต่การให้คำแนะนำ คำปรึกษา เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่ารัฐบาลไหน ใดๆในโลก ทุกประเทศก็จะมีที่ปรึกษา มีการให้คำแนะนำในแต่ละเรื่อง และผู้ให้คำแนะนำในแต่ละเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกัน“ แต่ละกระทรวง ก็มีที่ปรึกษาของกระทรวงเช่นกัน ดูตามความเชี่ยวชาญของกระทรวงและความรู้ของที่ปรึกษาซึ่งของแต่ละกระทรวงความมีความไม่เท่าเทียมกัน นายกฯมีทีมที่ปรึกษาจำนวนมาก การให้คำแนะนำของทีมที่ปรึกษา ก็ต้องให้ให้คำปรึกษา ในสิ่งที่เขามีความเชี่ยวชาญ ขอยืนยันว่าพวกเราไม่มีความขัดแย้งกันภายในพรรค
แน่นอนว่า ระหว่าง 2 น. บวกด้วย 1 พ. ดังกล่าวข้างต้น นาทีนี้อาจไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าเป็น “ความขัดแย้ง” แต่จะเป็นลักษณะเป็น “รอยปริ” ที่หากไม่มีการประสานกันให้ดี ต่อไปก็อาจลุกลามกลายเป็น “รอยแตก”ที่กว้างมากขึ้น และกลายเป็นความขัดแย้งได้ในที่สุด เพราะเมื่อในสถานการณ์หนึ่ง ต่างฝ่ายต่างก็คิดว่า ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอีกฝ่าย หรืออาจหันไปสนับสนุนคนอื่นขึ้นมาแทน หรือไม่อีกฝ่ายเห็นว่าหากยังต้องฟังต่อไป ก็อาจทำให้ตัวเองและรัฐบาลพังเร็วขึ้นกว่าเดิม เพราะภาพลักษณ์ติดลบ รวมไปถึง “ความหมิ่นเหม่ทางกฎหมาย” อาจถึงเวลาหนึ่งที่ต้อง “สลัดให้พ้นตัว” เพื่อเอาตัวรอดก็เป็นไปได้
ดังนั้นหากประเมินตามความเป็นจริง เรื่อง “สองน.” กับ หนึ่ง พ. นั้น มี “รอยปริ” เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะกับ พ.พิพัฒน์ จากภาพที่เห็นถูกลดบทบาท หรือแม้แต่ถูกหักหน้าหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “แลนด์บริดจ์” ที่ส่ง นายเอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ เข้ามากำกับดูแลแทน ล่าสุดก็ไม่ให้คุมอีอีซี แถมยังถูกเขี่ยพ้นประธานบอร์ดอีอีซีอีกด้วย แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ในใจถือว่า “หักเหลี่ยม” กันพอสมควร แต่ถึงอย่างไร นาทีนี้ไม่มีทางแตกหัก เพราะไม่เช่นนั้นก็พังทั้งหมด “ตายหมู่” ซึ่งไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนั้นแน่นอน !!

