จันทบุรี- กองทัพไทย นำคณะ AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรี ติดตามสถานการณ์พร้อมรับฟังข้อมูลรั้วความมั่นคงตรวจสอบข้อเท็จจริงพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั้งพื้นที่รูปตัว ก.และพื้นที่รูปตัว ยู
วันนี้ (1 ก.ค. ) พล.อ.ต. ชิตพล ก่อกิจสัมมากุล ผู้อำนวยการสำนักวิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ได้นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team – Thailand : AOT-TH) ลงพื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงและการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา
โดยเริ่มภารกิจที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (บก.กปช.จต.) ค่ายตากสิน ซึ่งมี พล.ร.ต. อุดม กุลศิริปัญโญ เสนาธิการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด พร้อมคณะให้การต้อนรับ ก่อนเดินทางไปยังหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ การบริหารจัดการจุดผ่านแดน และความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา และยืนยันว่าการดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมายไทย กฎหมายระหว่างประเทศ และกลไกความร่วมมือระหว่างไทยกับกัมพูชา
ส่วนคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้แทนจาก 3 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สหพันธรัฐมาเลเซีย และสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ รวม 9 คน โดยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ประกอบด้วย พื้นที่รูปตัว ก. จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด แนวหลักเขตแดนหมายเลข 52–59 ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา และสิ้นสุดภารกิจที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม เพื่อรับทราบสภาพพื้นที่และประเมินสถานการณ์จากการปฏิบัติงานจริง
ขณะที่ น.อ.ปรัชญา หาญเทียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี รายงานสถานการณ์ การบริหารจัดการพื้นที่รูปตัว ก. และรูปตัว ยู เป็นการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐไทยตามอำนาจหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ โดยยึดหลักสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ค.ศ.1904 และ ค.ศ.1907 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU ปี 2543)
รวมทั้งใช้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) เป็นช่องทางหลักในการแก้ไขปัญหา พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยใช้ข้อมูลทางวิชาการและหลักฐานด้านแผนที่ประกอบการดำเนินงาน และยึดหลักสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา
สำหรับแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยตรวจสอบข้อเท็จจริง สำรวจพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์และข้อมูลทางเทคนิค ก่อนดำเนินการตามกรอบกฎหมายที่มีผลใช้บังคับ ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นและชี้แจงข้อเท็จจริงแก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิต พร้อมดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่ายด้วยความอดทน รอบคอบ และยึดหลักสันติวิธี
ส่วนการบริหารจัดการจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาดและบ้านแหลม หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีระบุว่า ปัจจุบันทั้งสองจุดผ่านแดนอยู่ภายใต้มาตรการปิดการผ่านแดนเต็มรูปแบบตามคำสั่งของรัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเป็นมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดสิทธิมนุษยชนหรือกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน
การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกนายยึดหลักกฎหมายไทย กฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม หลักสิทธิมนุษยชน ความจำเป็นและความได้สัดส่วนในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ โดยปฏิบัติต่อบุคคลทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ และหากพบผู้กระทำผิดกฎหมายจะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรียังบูรณาการร่วมกับศุลกากร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ แรงงานผิดกฎหมาย อาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด อาวุธ สินค้าหนีภาษี บุหรี่และสุราเถื่อน ตลอดจนสินค้าละเมิดกฎหมายศุลกากร
ขณะเดียวกัน แม้อยู่ภายใต้มาตรการปิดจุดผ่านแดน ประเทศไทยยังคงดำเนินการด้านมนุษยธรรมตามกฎหมายและหลักสากล อาทิ การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน การส่งกลับบุคคลตามกระบวนการของรัฐ และการส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนา ผ่านการประสานงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ
จากนั้นคณะฯ ยังได้เดินทางลงพื้นถึงหลักเขตแดนที่ 52 สำรวจพื้นที่การก่อสร้างรั้วความมั่นคง ซึ่งขณะนี้ดำเนินการแล้วในหลักหมุดที่ 52 - 59 มีระยะทาง 1.3. กิโลเมตร ปักหมุดชั่วคราวได้จำนวน 166 จุด ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่หลักเขตแดนที่ 52 ถึงหลักเขตที่ 59 ระยะทางรวมประมาณ 8.3 กิโลเมตร ส่งผลให้สามารถกำหนดแนวเส้นเขตแดนได้อย่างชัดเจน แม้ว่าระยะห่างระหว่างหลักเขตแต่ละหลักจะไม่เท่ากันก็ตาม ทุกขั้นตอนยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและความโปร่งใส ทำให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย
สำหรับการก่อสร้างแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 จากหลักเขตที่ 52 ถึงหลักเขตที่ 54 ซึ่งได้ก่อสร้างถนนเข้าถึงพื้นที่และดำเนินงานก่อสร้างรั้วอย่างต่อเนื่อง ส่วนระยะที่ 2 จากหลักเขตที่ 54 ถึงหลักเขตที่ 59 ปัจจุบันได้ก่อสร้างถนนแล้วประมาณ 600 เมตร เพื่อรองรับการก่อสร้างรั้วในช่วงถัดไป
โดยคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ได้รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากพื้นที่จริง เพื่อนำไปจัดทำรายงานประกอบการพิจารณาของหน่วยเหนือ และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนหากมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) หรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในอนาค

