กลายเป็นประเด็นร้อนวงการสาธารณสุข! เมื่อ กมธ.สธ. วุฒิสภา ผนึกกำลังแพทยสภาและ 4 ราชวิทยาลัยแพทย์ ออกมาเบรกนโยบายแจกฮอร์โมนยืนยันเพศของ สปสช. ชี้ชัดยังไม่มีแนวทางเวชปฏิบัติระดับประเทศ (National CPG) รองรับ เผยข้อมูลน่าตกใจ พบผู้ที่เปลี่ยนเพศแล้วอยากเปลี่ยนกลับสูงถึง 50% หวั่นอันตรายระยะยาวต่อเด็กและวัยรุ่น ทั้งผลกระทบด้านการเจริญเติบโตและสมอง ซ้ำเติมวิกฤตบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางที่มีไม่ถึง 30 คนทั่วประเทศ จี้ชะลอนโยบายด่วนจนกว่าจะมีมาตรฐานความปลอดภัย
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ออกมาโพสต์ข้อความ การประชุมกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับแพทยสภาและ 4 ราชวิทยาลัย สะท้อนข้อกังวลทางการแพทย์อย่างมีนัยสำคัญต่อนโยบายการให้ฮอร์โมนยืนยันเพศ โดยระบุชัดเจนว่า สปสช. อนุมัตินโยบายดังกล่าวโดยยังไม่มีการหารือร่วมกันอย่างเป็นทางการเพื่อจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติระดับประเทศ ทางการแพทย์ชี้ว่าการใช้ยาฮอร์โมนและยาระงับวัยเจริญพันธุ์ หลายชนิดยังเป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์หลัก ซึ่งขาดหลักฐานยืนยันความปลอดภัยในระยะยาว มีความเสี่ยงต่อการเจริญเติบโต มวลกระดูก และพัฒนาการทางสมอง ประกอบกับพบสัดส่วนผู้ที่ต้องการเปลี่ยนเพศกลับภายหลังสูงถึง 50% ทำให้แนวทางสากลในหลายประเทศเริ่มจำกัดการใช้ฮอร์โมนและหันกลับมาเน้นการประเมินและดูแลด้านจิตใจแทน
นอกจากความเสี่ยงทางคลินิกแล้ว ระบบสาธารณสุขไทยยังขาดความพร้อมอย่างหนักในด้านบุคลากร เนื่องจากมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้โดยตรงไม่ถึง 30 คนทั่วประเทศ ขณะที่จิตแพทย์ก็มีภาระงานล้นมือจนไม่สามารถรองรับการประเมินผู้รับบริการทุกคนได้ ที่ประชุมจึงมีข้อสรุปตรงกันว่า ควรชะลอการดำเนินการและเร่งจัดทำ National CPG ที่ผ่านการเห็นชอบจากทุกวิชาชีพก่อน พร้อมทั้งต้องสร้างระบบทะเบียนเพื่อติดตามผลกระทบระยะยาว โดยเน้นย้ำว่าการให้ฮอร์โมนควรจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของผู้รับบริการ ทั้งนี้ นพ.วีระพันธ์ ได้ระบุข้อความว่า
"ฮอร์โมนเพศ ยังไงก็ยังไม่ควร! (ในตอนนี้)
ฟังผู้เชี่ยวชาญนะครับ วันนี้กรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา เชิญ 6 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (กรมอนามัย, สบส.), แพทยสภา และ 4 ราชวิทยาลัย (กุมารแพทย์ สูตินรีแพทย์ จิตแพทย์ อายุรแพทย์) เข้าให้ข้อมูล ประเด็นแกนกลางที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน คือ ยังไม่เคยมีการประชุมร่วมกัน "อย่างเป็นทางการ" ระหว่าง 4 ราชวิทยาลัยกับ สปสช. เพื่อจัดทำ
แนวทางฮอร์โมนยืนยันเพศ — ต่างจากที่สังคมเข้าใจ
ผมสรุปสาระสำคัญจากแต่ละราชวิทยาลัยให้ฟังครับ
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์
- ยืนยันว่าไม่เคยร่วมประชุมอย่างเป็นทางการกับ สปสช
- ยังไม่มี CPG ระดับประเทศ มีแค่แนวทางที่แต่ละสถาบันทำใช้เอง ไม่ผ่านการรับรองในภาพรวม
- ยาบางชนิดที่ใช้เป็น off-label (ไม่มีข้อบ่งใช้สำหรับเรื่องนี้)
- เสนอตั้ง National Board กำหนดมาตรฐานก่อนเดินหน้านโยบาย
- ผู้เชี่ยวชาญต่อมไร้ท่อเด็กชี้ว่าหลักฐานวิชาการกว่า 10 ปียังไม่ปลอดภัยพอ (กลุ่มตัวอย่างเล็ก) และหลายประเทศที่ใช้มาก่อน เช่น ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย เริ่มจำกัดการใช้ฮอร์โมน หันไปเน้นการดูแลจิตใจ-สังคมแทน
- พบคนที่เปลี่ยนเพศแล้ว แต่อยากเปลี่ยนกลับถึง 50% ซึ่งไม่สามารถทำได้แล้ว
เรื่อง Puberty Blocker
- จุดประสงค์คือ "ซื้อเวลา" ให้เด็กทบทวนอัตลักษณ์ แต่ยังไม่มีการศึกษาระยะยาวถึงความปลอดภัยที่ชัดเจน
- เริ่มพบความกังวลเรื่องมวลกระดูก การเจริญเติบโต พัฒนาการสมอง ตัวเล็ก เตี้ย และภาวะเจริญพันธุ์มีปัญหา
- งานวิจัยที่อ้างว่าฮอร์โมนช่วยลดซึมเศร้า ส่วนใหญ่ไม่มีกลุ่มควบคุม เป็นการศึกษา ก่อน-หลัง เท่านั้นและไม่มีข้อมูลระยะยาว
ราชวิทยาลัยจิตแพทย์
- LGBTQ+ ไม่ใช่โรคเป็นคนปกติ แต่ต้องแยกชัดจากภาวะ Gender Dysphoria
- วัยรุ่นยังอยู่ในช่วงสร้างอัตลักษณ์ อาจสับสนและเปลี่ยนใจภายหลัง จึงต้องประเมินรอบคอบ
- การประชุมร่วมอย่างเป็นทางการกับจิตแพทย์ ยังไม่เคยเกิดขึ้น แต่เพิ่งจะกำหนดในวันที่ 10 ส.ค. 69 ซึ่งคือเดือนหน้า แต่อนุมัติใช้ยาไปแล้ว
- สรุปง่ายๆ con มากกว่า pro
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์
- เคยร่วมประชุมเพียง 1 ครั้ง
- แนวทางปี 2567 เป็นของราชวิทยาลัยสูติเอง ไม่ได้ทำร่วมกับใคร และยังต้องปรับปรุง
- แพทย์ทั่วไปที่ไม่เฉพาะทาง "ไม่ควรเริ่มต้น" ให้ฮอร์โมน ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น (แพทย์ทั่วไปสามารถดูแลต่อเนื่องได้)
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์(ส่งข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษร)
- เสนอทำ National CPG + ระบบทะเบียนผู้รับบริการ เพื่อติดตามผลและผลข้างเคียงระยะยาว
แพทยสภา
- ฮอร์โมนควรใช้เฉพาะ transgender เท่านั้น และต้องได้รับการวินิจฉัยยืนยันแล้วจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ให้ LGBTQ ทุกคน
- ควรผ่านการประเมินเป็นระบบทั้งก่อน-ระหว่าง-หลังเปลี่ยนเพศ
- ThaiPath เป็นองค์กรเอกชนที่รวมตัวกันเอง ไม่ใช่ราชวิทยาลัยและไม่ขึ้นกับแพทยสภา
ปัญหาคอขวดเกิดขึ้นแน่ : บุคลากรไม่พอ
- แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ทางเพศ มีราว 8 คน ผลิตเพิ่มได้ปีละ ~4 คน
- แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์มี ~100 คน แต่ทำงานเกี่ยวข้องจริงเพียง ~20 คน
- รวมผู้เชี่ยวชาญโดยตรงไม่ถึง 30 คนทั่วประเทศ
- จิตแพทย์เด็ก ~200 คน, จิตแพทย์ผู้ใหญ่ ~600 คน ภาระงานเต็มอยู่แล้ว หากต้องประเมินทุกคนจะเกิดคอขวดทำงานไม่ทันแน่นอน เฉพาะรักษาผู้ป่วยจิตเวชรุนแรง คนติดยาก็ไม่ทันอยู่แล้ว
ข้อสรุปฝั่ง กมธ. ควรเร่งทำ National CPG ที่ผ่านความเห็นชอบทุกวิชาชีพก่อน พร้อมระบบรับรองแพทย์ ระบบทะเบียน และระบบติดตามระยะยาว เพื่อให้นโยบายอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์และมาตรฐานวิชาชีพ และความปลอดภัยของผู้รับบริการ"

