ศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง “อนุทิน” แต่งตั้ง “พิพัฒน์” คุมนโยบายพลังงาน เอื้อประโยชน์ธุรกิจเครือญาติ เหตุผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ย้ำช่องทางตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเป็นสิทธิเฉพาะของ ส.ส. -ส.ว.- กกต.เท่านั้น
วันนี้ ( 1 ก.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ในคำร้องที่ นายธนะวิทย์ วงศ์ธารทิพย์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยอ้างว่า กระทำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มีคำสั่งแต่งตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจกำกับดูแลและสั่งการเกี่ยวกับนโยบายพลังงาน การบริหารจัดการสถานการณ์ น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจพลังงาน อาจส่งผลให้เกิดประโยชน์ ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตนเองและเครือญาติ ประกอบกับผู้ถูกร้อง ทั้งสอง คือ นายอนุทิน และนายพิพัฒน์ แถลงข่าวเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา สถานีบริการน้ำมันขาดแคลนจนเกิดผลกระทบต่อประชาชน ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายโดยตรง จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นการกระทำ ที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์ที่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และเป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งกระทำการไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่มี ผลประโยชน์ทับซ้อน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ถูกร้อง ทั้งสองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) และการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 186 อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5)
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการแต่งตั้งของผู้ถูกร้องทั้งสองอย่างไร ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบกับการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกเพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย หรือให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณา วินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

