ป.ป.ส. เผยความคืบหน้าคดีแอร์โฮสเตสสาวไทยลักลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย พบจุดเริ่มต้นมาจากการรับงานผ่านกลุ่มรับหิ้วสินค้าจากบัญชีอวตาร อ้างฝากส่งสินค้าโอทอป 20 กิโลกรัม แลกค่าเหนื่อยเพียง 8,800 บาท ด้านมารดาเผยลูกสาวยังมีหนี้ กยศ. และภาระผ่อนรถ ขณะนี้ยังชวดประกันตัว เตรียมขึ้นศาลออสเตรเลีย 14 ก.ย. นี้
จากกรณีตำรวจออสเตรเลียแถลงจับกุมหญิงสัญชาติไทย อายุ 26 ปี ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนเที่ยวบินระหว่างประเทศ ขนเฮโรอีน 1 กก.เข้าออสเตรเลียที่อากาศยานเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ชี้ราคาในตลาดมืดสูงถึง 5 แสนดอลลาร์ออสเตรเลีย ลั่นเป็นขบวนการใช้คนวงใน-ลูกเรือขนยาเสพติดเข้าประเทศ
ล่าสุด วันนี้ (30 มิ.ย.) มีรายงานเพิ่มเติมว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากการสืบสวนร่วมกับสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ถึงเบื้องหลังคดีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทย ลักลอบขนเฮโรอีนเข้าประเทศออสเตรเลีย โดยพบว่าผู้ต้องหาได้รับการติดต่อผ่านกลุ่มรับหิ้วสินค้าบนโซเชียลมีเดีย
ผู้ต้องหาได้รับการติดต่อจากบัญชีผู้ใช้ชื่อ “โรส” ซึ่งโพสต์หาคนเดินทางไปออสเตรเลีย โดยระบุว่าต้องการพื้นที่กระเป๋าว่างประมาณ 20 กิโลกรัม เพื่อฝากขนส่งสินค้าโอทอปและสินค้าไทย เบื้องต้นผู้ต้องหาและแฟนหนุ่มตั้งใจจะปฏิเสธรับงานเนื่องจากเห็นว่าเป็นบัญชีอวตารที่ไม่มีตัวตนชัดเจน แต่ทาง “โรส” ยืนกรานว่าเป็นบัญชีจริง จึงตกลงรับงานในราคา 8,800 บาท ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าบัญชีดังกล่าวได้ปิดการใช้งานหนีไปแล้ว และกำลังเร่งติดตามตัวเพื่อทลายเครือข่ายนี้ต่อไป
จากการสอบปากคำเพิ่มเติม มารดาของผู้ต้องหาให้ข้อมูลว่า ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนา มีฐานะปานกลางทั่วไปไม่ได้ร่ำรวย โดยลูกสาวกลับบ้านครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปกติรายได้ของลูกสาวไม่ได้สูงมากนัก และยังมีภาระต้องชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) นอกจากนี้ยังต้องส่งเงินให้ครอบครัวเดือนละ 10,000 บาท เพื่อใช้เป็นค่างวดผ่อนรถยนต์ชื่อมารดา (ประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน)
สำหรับความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้ผู้ต้องหายังไม่ได้รับการประกันตัวและอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลีย โดยมีสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ประเทศออสเตรเลีย คอยให้การดูแลตามสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองไทย ทั้งนี้ คาดว่าภายใน 4 สัปดาห์จะมีความชัดเจนด้านขั้นตอนทางกฎหมายมากขึ้น และผู้ต้องหามีกำหนดขึ้นศาลออสเตรเลียในวันที่ 14 กันยายน 2569

