เชียงราย – พ่อค้าแม่ขาย “หาดพัทยาน้อย” หาดทรายริมน้ำกก ที่ปลุกปั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวดังตั้งแต่ปี 35 อ่วมหนัก..ฝ่าวิกฤตโควิดระบาด-น้ำท่วมใหญ่ มาได้แบบทุลักทุเล สุดท้ายโดนสารปนเปื้อนจากเหมืองแร่พม่าน็อก รายได้เป็น “ศูนย์” มายาวนานร่วม 2 ปี แต่ยังต้องแบกค่าเช่า-ค่าภาษี ฯลฯ จนหลังแอ่น เรียกร้องรัฐช่วยด่วน
กรณีแม่น้ำกกเกิดภาวะปนเปื้อนสารหนู ที่ไหลมาจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา อย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุดนายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผอ.สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการสำนักนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการที่หาดเชียงราย แหล่งท่องเที่ยวดังริมแม่น้ำกกที่รู้จักกันในชื่อ “หาดพัทยาน้อย” เขตติดต่อ ต.รอบเวียง และเทศบาลนครเชียงราย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย หลังจากผู้ประกอบการค้าขายต้องประสบกับภาวะวิกฤติอย่างหนัก
องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รอบเวียง ร่วมสนับสนุน-เปิดให้ชาวบ้าน 16 ชุมชน เข้าแผ้วถาง/จับจองพื้นที่เปิดร้านค้า ตั้งแต่ปี 2535 มีพ่อค้าแม่ขายยุคบุกเบิก 43 ราย ก่อนพัฒนาตั้งเป็นชมรมร้านค้าหาดเชียงราย ต่อมาปี 2562-2564 เกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 ทำให้รายได้หดหายไปกว่า 70% แต่ร้านค้าก็ประคองตัวกันมาได้
กระทั่งเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อวันที่ 12 ก.ย.2567 น้ำได้พัดพาเอาทรัพย์และร้านค้าจนเสียหายทั้งหมด 30 ราย แต่ผู้ประกอบการก็ฟื้นฟูกันขึ้นมาใหม่จนถึงปัจจุบันมีอยู่ 17 ราย กระทั่งมาเจอวิกฤติที่หนักหนาที่สุดคือวันที่ 7 เม.ย.2568 ทาง จ.เชียงราย ประกาศงดลงเล่นแม่น้ำกก หลังตรวจพบสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน ทำให้ร้านค้าขาดทุนต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ปี ระหว่างปี 2568-2569
ขณะที่ก่อนหน้านั้น ร้านค้ามีรายได้เฉลี่ยสูงถึงรายละ 710,000 บาทต่อปี ส่วนใหญ่มาจากการช่วงสงกรานต์ 10 วัน ขณะที่วันปกติจะได้เฉลี่ยวันละ 2,000 บาท แต่หลังเกิดวิกฤติสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำก็ทำให้รายได้ของทุกร้านกลายเป็น "ศูนย์บาท" ขณะที่ยังมีรายจ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าเช่าซุ้ม ค่าน้ำ ค่าไฟ และภาษีต่างๆ เฉลี่ยร้านละ 234,116 บาทต่อปี หรือ 17 ร้านเป็นเงินรวม 3,979,972 บาท
นางเลย ศรีโชติ หนึ่งในแม่ค้าผู้บุกเบิกหาดเชียงราย กล่าวว่าตลอด 2 ปีมานี้ร้านแทบไม่มีรายได้เลย แต่ต้องหาเงินมาจ่ายค่าเช่าที่ติดค้างเขามา 2 เดือนแล้ว อยากให้หน่วยงานรัฐมาช่วยโดยไม่ได้ต้องการอะไรมากเพียงแต่ขอให้ขายของได้บ้างพอให้มีรายได้บ้างก็พอ
ผลจากการหารือร่วมกับผู้ประกอบการได้ข้อสรุปว่าแนวทางแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่ (เร่งด่วน) ควรมีการเยียวยาชดเชยค่าเช่าพื้นที่ งดเว้นหรือลดภาษีท้องถิ่น ปรับเปลี่ยนการประชาสัมพันธ์จากการลงเล่นน้ำมาเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติพักผ่อนริมน้ำแทน ฯลฯ
ส่วนแนวทางระดับจังหวัดให้มีการจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยว ฯลฯ และแนวทางระดับนโยบายหรือรัฐบาลขอให้ผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มานั่งพูดคุยรับฟังความเดือดร้อนจากปากของชาวบ้าน มอบสวัสดิการแห่งรัฐที่จำเป็นเพื่อพยุงการดำเนินชีวิต ฯลฯ.

