รายงานพิเศษ
“การที่ภาครัฐเปิดรับบุคลากรโดยใช้การสอบคัดเลือก มันคือระบบที่ยึดการคัดเลือกผ่านความรู้ความสามารถที่เราเรียกกันว่า Merit System ระบบที่ไม่สนว่าคุณจะเป็นลูกหลานใคร ไม่สนว่านามสกุลอะไร จะเป็นญาตินักการเมืองหรือญาติข้าราชการผู้ใหญ่หรือเปล่า ไม่สนว่าเป็นเด็กฝากของใคร สิ่งเดียวที่นำมาพิจารณา คือ คุณมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะเข้ามาทำหน้าที่ได้หรือไม่ คือหัวใจสำคัญที่ภาครัฐต้องยึดไว้”
การยึดหลักความรู้ความสามารถในการคัดเลือกบุคลากรเข้าสู่หน่วยงานของรัฐ คือสิ่งที่ กิตติเดช ฉันทังกูล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ย้ำว่า เป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะไปช่วยให้หลักการใหญ่ที่เรียกว่า Public Integrity System หรือ ระบบการป้องกันการทุจริตและการสร้างธรรมาภิบาลในหน่วยงานรัฐเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
แต่การทุจริตสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น ปี 2568 ที่ถูกเปิดโปงออกมา สะท้อนว่า ทั้งระบบ Merit System และ Public Integrity System ได้พังทลายลง ผลคือ เราจะได้ข้าราชการที่ทำงานไม่ได้และมีแนวโน้มสูงที่จะทำการทุจริต
“ถ้าคุณเข้ามาได้ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง หรือที่แย่ไปกว่านั้น คือ ไม่มีความรู้ด้วย เข้ามาทำงานก็ต้องทำตามนายสั่งให้ต้องร่วมในขบวนการทุจริต แม้ว่าคุณจะไม่อยากทำก็ตาม อาจเรียกได้ว่า มีปลอกคอตั้งแต่วันแรก”
“ทำไมผู้สมัครสอบบางคน จึงยอมจ่าย 3.5 แสน ถึง 8 แสน เพื่อมารับเงินเดือน 1.5 หมื่น ถึง 3 หมื่น” ... นี่เป็นอีกประเด็นที่ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ร่วมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น มีช่องทางให้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาอนุมัติ อนุญาตได้ค่อนข้างมาก และทีผ่านมา หลายท้องถิ่นก็มีภาพลักษณ์ที่ทำให้เห็นได้ว่า การใช้อำนาจเหล่านี้ เป็นหนึ่งในช่องทางที่จะเรียกรับผลประโยชน์เพิ่มเติมได้ ดังนั้น การตั้งคำถามถึงความไม่คุ้มค่าระหว่าง เงินที่ต้องลงทุนไปเพื่อให้ได้ตำแหน่งเพื่อแลกกับค่าตอบแทนรายเดือนที่ไม่มากนัก จึงเป็นคำถามที่เราสามารถวิเคราะห์ไปถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการส่วนท้องถิ่นได้อีกหลายประเด็น คือ
สิ่งที่ต้องปรับโครงสร้างข้อที่ 1 ... การปฏิรูปกฎหมายด้วยการยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย หรือกฎหมายที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาการอนุมัติหรืออนุญาตใด ๆ ได้มากเกินไป เช่น อนุญาตก่อสร้าง อนุญาตประกอบกิจการบางประเภท
สิ่งที่ต้องปรับโครงสร้างข้อที่ 2 ... ลดจำนวนคนที่ไม่จำเป็น เพื่อนำงบประมาณมาเพิ่มค่าตอบแทนให้เหมาะสมตามความรู้ความสามารถ และใช้รูปแบบการกระจายอำนาจในการคัดเลือกบุคลากรแทนการคัดเลือกแบบรวมศูนย์ด้วยการสอบที่ส่วนกลาง เพื่อให้แต่ละหน่วยงานสามารถคัดเลือกบุคลากรทีความชำนาญตรงกับความต้องการของพื้นที่จริง ๆ มากกว่าการได้บุคลากรจากการสอบรวมซึ่งอาจได้แค่แรงงานที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ
“เราต้องกลับมาวิเคราะห์ว่า โครงสร้างภาครัฐเราตอนนี้เลี้ยงคนเยอะเกินไปหรือเปล่า เราควรจะลดจำนวนคน เหลือเท่าที่จำเป็นที่ต้องใช้ไหม เพื่อนำเงินไปเพิ่มเงินเดือนให้กับคนที่มีความสามารถ ให้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีรายได้เพียงพอ ตรงนี้คือผมว่ามันต้องมองในเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐทั้งระบบ”
“ต่อให้วันนี้สอบเข้าไปด้วยความสุจริต รับเงินเดือน 1.5 หมื่น แต่พออยู่ไปสัก 4 ปี 5 ปีแต่งงาน มีครอบครัว มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น มีลูก มีค่าเทอม ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เงิน 1.5 หมื่น ที่ได้ปรับขึ้นมาอีกปีละ 3-5% มันไม่มีทางที่จะเพียงพอครับ”
“ที่ผ่านมา ยังไม่เห็นมีผู้นำของรัฐบาลที่จะมาตัดสินใจทำเรื่องโครงสร้างอย่างจริงจัง ต้องทบทวนว่าตอนนี้เราใช้คนเยอะเกินไปหรือเปล่า รายได้ต่อคนที่ควรจะมีมันควรจะเป็นเท่าไหร่ ต้องมองทั้งระบบถึงจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ในระยะยาวได้ ... เมื่อเราใช้ระบบความรู้ความสามารถ คนที่เข้ามาด้วยวิธีการที่ถูกต้อง มีรายได้ที่มากพอ ก็ไม่มีจำเป็นต้องยอมทำเรื่องทุจริต เพราะไม่ต้องการเสี่ยงที่จะสูญเสียอาชีพที่มั่นคงไป มันก็จะช่วยลดปัญหาพวกนี้ได้”
สิ่งที่ต้องปรับโครงสร้างข้อที่ 3 ... หากจะใช้ระบบการสอบคัดเลือกแบบเดิม ก็ต้องมาทบทวนด้วยว่า ข้อสอบที่ใช้อยู่ เป็นข้อสอบที่สามารถช่วยคัดสรรให้ได้ตามความรู้ความสามารถหรือไม่
“สถาบันการศึกษาของเรา ตอนนี้ก็ถูกตั้งคำถามด้วยว่า คุณไปมีส่วนร่วมหรือเปล่า ก็ต้องรอดูว่าข้อพิสูจน์จะไปถึงขนาดนั้นไหม เพราะว่ากระบวนการการออกข้อสอบ หรือ คุณภาพข้อสอบที่ออกมา ก็เห็นชัดว่าข้อสอบบางข้อที่มันง่ายเกินไปมันไม่ควรเอามาใช้ เพราะมันไม่สามารถช่วยคัดสรรคนได้ มันเหมือนเราจัดแข่งกระโดดข้ามรั้ว แต่ในสนามแข่งมีแต่รั้วเตี้ยซึ่งเกือบทุกคนสามารถข้ามได้หมด เราก็จะไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เหมาะสมจะเป็นผู้ชนะ”
“แต่สำหรับเหตุการณ์นี้ กลับมีสิ่งที่น่ากังวลยิ่งไปกว่านั้น เพราะการทุจริตดันไปทำให้มีคนจำนวนหนึ่งที่เป็นผู้ชนะทั้งที่ข้ามรั้วเตี้ย ๆ ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ ... ระบบการสอบเช่นนี้ จึงไม่เป็นธรรมกับคนที่ตั้งใจและพยายามด้วยตัวเองเลย”
สิ่งที่ต้องปรับโครงสร้างข้อที่ 4 ... พิจารณาว่า “หน่วยงานท้องถิ่น” มีจำนวนมากเกินไปหรือไม่ เพราะยิ่งมีมาก ก็ยิ่งต้องทุ่มงบประมาณลงไปอุดหนุนมาก จึงเสนอว่า เราควรจะรวมหน่วยงานไม่ให้พันธกิจมันซ้ำซ้อนกันได้หรือไม่ หรือการแบ่งพื้นที่ดูแลก็ควรแบ่งให้ชัดเจนว่าใครดูแล จะเป็นเทศบาลเมือง เทศบาลนคร อบจ. หรือ อบต.
ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน สรุปว่า การทุจริตสอบบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่น เกิดขึ้นจากรากฐานสำคัญคือ มีการทุจริตอย่างมากในการบริหารงานของหน่วยงานส่วนท้องถิ่นอยู่ก่อนแล้ว โดยมีสาเหตุตั้งแต่การมีหน่วยงานเยอะเกินไป สามารถใช้ดุลพินิจในการทำหน้าที่ได้มากเกินไป ขาดความโปร่งใส่ในการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมตรวจสอบได้
และปัญหาสำคัญ คือ การไม่ให้ค่ากับระบบความรู้สามารถ และไม่มีโครงสร้างทางรายได้ที่เหมาะสมให้กับคนทำงานที่มีความสามารถจริง ๆ.

