กลุ่มสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทยยื่นหนังสือต่อกระทรวงอุตสาหกรรม เรียกร้องให้รัฐบาลปรับเงื่อนไขมาตรการช่วยเหลือชาวไร่อ้อย โดยขอให้รวมเงินสนับสนุน 2 มาตรการ เป็นเงินก้อนเดียว 120 บาทต่อตันอ้อย พร้อมตัดเงื่อนไข “ห้ามเผาแปลงทั้งก่อนและหลังเก็บเกี่ยว” ออกจากหลักเกณฑ์การรับเงินช่วยเหลือ
ปัจจุบัน มาตรการที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เห็นชอบก่อนเปิดฤดูหีบอ้อย กำหนดให้จ่ายเงินช่วยเหลือ 2 ส่วน ได้แก่ เงินจูงใจเก็บเกี่ยวอ้อยสด 100% อัตรา 69 บาทต่อตัน และเงินสนับสนุนอีก 51 บาทต่อตัน สำหรับเกษตรกรที่ไม่เผาแปลงทั้งก่อนและหลังเก็บเกี่ยว รวมเป็น 120 บาทต่อตัน เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมคือให้รัฐจ่ายเงิน 120 บาทต่อตันในครั้งเดียว โดยไม่ผูกกับเงื่อนไขการไม่เผาแปลงหลังเก็บเกี่ยว ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถเผาแปลงได้ตามปกติแต่ยังได้รับเงินช่วยเหลือเต็มจำนวน
กระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันว่า รัฐบาลยังเดินหน้าดูแลชาวไร่อ้อยกว่า 140,000 ราย ตามมติของ กอน. ซึ่งมีผู้แทนภาครัฐ ผู้แทนชาวไร่อ้อย และผู้แทนโรงงานน้ำตาลร่วมกำหนดมาตรการไว้ล่วงหน้า โดยมาตรการระยะต่อไป ได้แก่ การส่งเสริมการเก็บเกี่ยวอ้อยสด การสร้างรายได้จากใบและยอดอ้อย และการสนับสนุนผู้ที่ไม่เผาแปลงหลังเก็บเกี่ยว ได้ผ่านความเห็นชอบจาก กอน. แล้ว และอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา
กระทรวงฯ ระบุว่า การแบ่งจ่ายเงินตามเงื่อนไขเป็นไปตามหลักเกณฑ์การใช้งบประมาณของรัฐ และมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดการเผาอ้อย ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5
ทั้งนี้ หากรัฐบาลปรับตามข้อเรียกร้องและยกเลิกเงื่อนไขห้ามเผาแปลงหลังเก็บเกี่ยว อาจทำให้แรงจูงใจในการลดการเผาลดลง ส่งผลให้ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงจากไฟไหม้ลุกลาม กระทบต่อสุขภาพของประชาชน เพิ่มภาระงบประมาณในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข รวมถึงอาจกระทบต่อภาพลักษณ์และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยในเวทีการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับการผลิตอย่างยั่งยืน
กระทรวงอุตสาหกรรมย้ำว่า เป้าหมายของมาตรการดังกล่าว คือการเพิ่มรายได้ให้ชาวไร่อ้อย ควบคู่กับการลดการเผา ลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว.

