xs
xsm
sm
md
lg

ระบอบสีน้ำเงินร้าว? “หนู-เน-พิพัฒน์” กับสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนเดิม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ | นายเนวิน ชิดชอบ | นายอนุทิน ชาญวีรกูล
เมื่อไล่เรียงสถานการณ์ของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ในเวลานี้ ถ้าจะใช้คำว่า “ร้าวลึก” ก็คงไม่เกินเลยจากความเป็นจริงเท่าใดนัก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล เนวิน ชิดชอบและโกเกี้ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ”

จะว่าไปก็ดำเนินไปคล้ายๆ กับ“ระบอบ 3 ลุง”ที่เดินไปถึงจุดปิดตำนาน โดยแต่ละคนคือ “พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดาและพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่แม้จะไม่ถึงขั้น “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ” แต่ก็มองหน้าก็ไม่สนิทใจเหมือนเดิม

สัญญาณอันเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงรอยร้าวดำเนินมาเป็นระยะๆ และแม้จะมีคำอธิบายอย่างไร ก็ไม่อาจกลบเกลื่อนข้อเท็จจริงได้

กรณี “รองซีฟู้ด” กับ “ผู้ว่าฯ เซมเบ้”คือการงัดกันอย่างจะจะระหว่างนายอนุทินกับนายเนวิน ด้วย “รองซีฟู้ด” นั้นเป็น “สายมท.เน” ด้วยมีความใกล้ชิดกับนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ที่ “มท.เน” แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าจะให้ขึ้นตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยแทน “ปลัดป๊อบ-อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ คนสนิทอนุทิน ชาญวีรกูล ส่วน “ผู้ว่าฯ เซมเบ้” คือ “สาย มท.หนู” ที่สุดท้ายก็จำต้องย้ายออกจากพื้นที่ภูเก็ตเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายวงจนยากที่จะมองหน้ากัน

กรณีที่อยู่ๆ ก็เกิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายขบวนการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ธรรมดา เพราะถ้า“คนใน”ไม่ชี้เป้า เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องจะแดงโร่ออกมาเยี่ยงนี้

คำถามก็คือ คนในอยู่ฝ่ายไหน

แน่นอน นายอนุทินในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งนายอรรษิษฐ์ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะทั้ง 2 คนนั่งบัญชาการอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จะบอกว่า ไม่รู้ไม่เห็น ก็คงง่ายไปหน่อย

ข้อมูลจากคลิปเสียงและพยานหลักฐานโยงว่า มีข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองอยู่เบื้องหลังในลักษณะการแบ่งโควต้าอัตราบรรจุข้าราชการ โดยเป็นขบวนการใหญ่โต ไม่เช่นนั้นจะกล้าทำแบบไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองได้อย่างไร

จากการไล่เรียงเส้นทางและความเกี่ยวโยงยิ่งน่าสนใจ เพราะกระบวนการจัดสอบเกิดขึ้นในยุคที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองคนปัจจุบัน เป็นอธิบกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ซึ่งเจ้าตัวก็ปฏิเสธอออกมาชัดเจนและพร้อมจะดำเนินคดีถ้าหากทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

ตรงนี้ คงต้องปล่อยให้กระบวนการสอบสวนดำเนินการต่อไป

แต่สิ่งที่สังคมควรรู้ก็คือ เป็นนายนฤชาคนเดียวกับที่เกิดกรณีไลน์หลุดเรื่อง “ช่วยน้ำเงินด้วย”

และก็เป็นนายนฤชาที่ใครๆ ก็รู้ว่า “มท.เน” ผลักดันให้เป็นปลัดมหาดไทยคนถัดไป

ความน่าสนใจของเรื่องนี้เพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อ “นายเดชอิศม์ ขาวทอง” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกว่าในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีได้รับมอบหมายให้ดูแลกรมที่ดินและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจริง แต่ก่อนที่ตนเองจะรับตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นคือนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ได้ประกาศให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นผู้ชนะการเสนอราคาโครงการดังกล่าวแล้ว

แน่นอน สิ่งที่นายเดชอิศม์ต้องสื่อสารนั้น ไม่อาจมองข้ามได้ ส่วนสุดท้ายจะเป็นอย่างไร คงต้องรอผลการสืบสวนที่ออกมาว่า ใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับอภิมหาการโกงสอบดังกล่าว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ก็คือ มีการวิเคราะห์กันว่า น่าจะเป็นการปะทะกันระหว่าง“2 บิ๊กแห่งระบอบสีน้ำเงิน”หรือไม่อย่างไร เพราะเมื่อปะติดปะต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทยอย่างต่อเนื่อง ก็พบร่องรอยของความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แถมแต่ละเรื่องก็ล้วนแล้วแต่หนักหน่วงรุนแรงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นกับเรื่องการโยกย้ายที่ภูเก็ต

นอกจากนั้น ยังมีกรณีการที่นายอนุทินตัดสินใจดึงอำนาจกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กลับมาไว้ในมือตนเอง จากเดิมที่มอบหมายให้ **“โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ”** รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแลไม่ว่ามองมุมไหนก็เห็นชัดว่า ขัดแย้งกัน

แถมนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายพิพัฒน์ถูก “ฉีกหน้า” ด้วยการปรับลดบทบาท หากแต่เป็นครั้งที่สองภายในเวลาไม่นาน

คงจำกันได้ช่วงเกิดวิกฤตน้ำมัน ตอนเปิดฉากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน นายพิพัฒน์ถูกปลดจากการกำกับศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อเปิดทางให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เข้ามารับหน้าที่แทน ท่ามกลางแรงกดดัน จากกระแสวิจารณ์เรื่องความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในประเด็นพลังงาน

เมื่อเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะถูกตีความว่า เป็นการลดบทบาททางการเมืองของนายพิพัฒน์ ซึ่งมีฐานะเป็นนายทุนใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ หนีไม่พ้นปัญหาความล่าช้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) ซึ่งถือเป็นหัวใจของ EEC โดยโครงการมูลค่า กว่า 224,544 ล้านบาท ที่ลงนามสัญญา ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2562 ผ่านมาเกือบ 7 ปี กลับยังไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้จริง

ปมปัญหาหลักอยู่ที่ข้อถกเถียงเรื่องการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน โดยเฉพาะข้อเสนอให้ปรับเป็นรูปแบบ “สร้างไป จ่ายไป” เพื่อบรรเทาความเสี่ยงของภาคเอกชน

แต่นายพิพัฒน์ยืนกรานไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยต้องการให้ยึดรูปแบบเดิม คือให้เอกชนลงทุนก่อสร้างให้แล้วเสร็จ ภายใน 5 ปี ก่อนที่รัฐจะทยอยจ่ายเงินในระยะเวลา10 ปี เพื่อให้เป็นตามสัญญา

ความเห็นที่ไม่ลงรอยนี้ กลายเป็นจุดชะงักสำคัญ ที่ทำให้โครงการไม่สามารถเดินหน้าได้ และเมื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นแกนหลักของ EEC มีความล่าช้า จึงกระทบต่อความเชื่อมั่น และภาพรวมการลงทุนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ นายอนุทินจึงต้องเข้ามา “ล้วงลูก” ด้วยตัวเองเพื่อ “ปลดล็อก” และเดินหน้าโครงการสำคัญให้เสร็จสิ้น เพราะสั่นสะเทือนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอย่างรุนแรง

งานนี้ แม้ทั้งสองคนจะปฏิเสธว่า ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น หนักเกินกว่าที่จะเชื่อได้

ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยก็เกิดความวุ่นวายภายในค่อนข้างหนัก อันเป็นผลพวงจากกรณี“ลูกนก-ไชยชนก ชิดชอบ ลูกชาย “นายเนวิน” กับโครงการ TH-AI Passportซึ่งกระทบลากยาวมาถึงเหล่า“ลูกเทพแห่งระบอบสีน้ำเงิน”ที่ได้รับการอวยยศให้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ของ “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล” ด้วยคนของระบอบสีน้ำเงินเองก็เลื่อยขาเก้าอี้กันเองด้วยข้อหาอันเป็นที่ประจักษ์ว่า เหล่าลูกเทพมิได้มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าใด

ทว่า ด้วย “คุณสมบัติพิเศษ” คือเป็น “ลูกของหัวหน้ามุ้ง” ทำให้ถูกส่งเข้ามาฝึกหัดงานแทน “พ่อ” ที่เฒ่าชะแลแก่ชราลงไปทุกที พร้อมกับสร้างภาพ “พรรคคนรุ่นใหม่” กลบชนัก “พรรคบ้านใหญ่” มิให้ตกเป็นเป้ามากจนเกินไป

แต่เมื่อเวลาผ่านไปพร้อมกับผลงานที่ไม่เข้าตาประชาชน ทำให้มีการปล่อยข่าวถึงความไม่พอใจออกมาจาก “คนของระบอบสีน้ำเงิน” ที่หวังจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเร็วกว่าที่เคยสัญญาใจเอาไว้

เป็น “5 รัฐมนตรีลูกเทพ” ที่มี “ลูกนก-ไชยชนก” เป็นหัวขบวนนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี

เริ่มต้นจาก“ลูกนอร์ท-ภัทรพงษ์ ภัทรประสิทธิ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม บุตรนายประวัติและนางวีณา ภัทรประสิทธิ์ หลานชายของ “นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์”

ถัดมาก็คือ “ลูกเต้ย-พลพีร์ สุวรรณฉวี”รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลูกชายคนโตของ “ ว่าที่ร้อยตรี ไพโรจน์ สุวรรณฉวี”

ตามต่อด้วย“ลูกเพชร-สรรเพชญ บุญญามณี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม บุตรของ “นายนิพนธ์ บุญญามณี”

ที่พลาดไม่ได้ก็คือ “ลูกแนน-แนน บุณย์ธิดา สมชัย” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี บุตรสาวของนายอิสระ สมชัย

และปิดท้ายกันที่“ลูกชาร์ท-เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์”รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลูกชาย “น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์” และหลายชายของผู้ยิ่งใหญ่เมืองอุทัยธานี-นายชาดา ไทยเศรษฐ์”
เมื่อผสมโรงกับการที่อยู่ๆ นายอนุทินหยิบยกเรื่องเก้าอี้ “รัฐมนตรี” และ “ประธานกรรมาธิการ(กมธ.)” โฟกัสพิเศษในสัดส่วน“พรรคสีน้ำเงิน” ภายใต้ “เคพีไอ” 1 ปี ก็ทำให้มองได้ว่าเป็นการ “กระชับอำนาจ” ของตนเองให้เข้มขึ้นไปอีก ด้วยเป็นที่รับรู้กันว่า “ครูใหญ่” คือผู้มีส่วนสำคัญในการจัดทัพ และกำหนดทิศทางมาตั้งแต่ต้น ถ้ารัฐมนตรีผลงานไม่ออก นั่นเท่ากับว่า ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไม่อาจปฏิเสธได้


“เป็นสิทธิของตน ถ้าจะทำก็ทำเลย”นั่นคือปฏิกิริยาล่าสุดของนายอนุทินที่แสดงออกมา

ทั้งนี้ ถ้านับโควตารัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน สามารถแบ่งหลักๆ ได้แก่ สายเลือดแท้ เช่น ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี สุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สายตรงศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาฯ พรรค

สายบ้านใหญ่ เช่น พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ 2 ลูกพี่ลูกน้อง“ไทยเศรษฐ์” ทั้ง ซาบีดา รมว.วัฒนธรรม และเจเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย หรือสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มี สส.ในมือนับสิบคน นอกนั้นยังรวมถึงซุ้มสุพรรณบุรี เพชรบูรณ์

โควตาบุรีรัมย์ เช่น พ.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม

โควตาคนนอก ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์

งานนี้ ไม่ว่ามองมุมไหน บทสรุปที่ตรงกันก็คือ ณ เวลานี้ “ระบอบสีน้ำเงิน” มีปัญหาภายในซึ่งจำเป็นต้อง “เคลียร์คัท” ก่อนที่ปัญหาจะขยายวงออกไปและส่งผลต่อพรรค

แน่นอนว่า ทั้ง “เสี่ยหนู-เสี่ยเนและโกเกี๊ยะ” คงต้อง “เคลียร์ใจ” กัน.