แกะรอย “แอปฯ เถื่อน ทุนจีน...หรือไม่?” สำหรับแพลตฟอร์ม Food Delivery สัญชาติจีน “Gokoo, Feixiang และ E-Gets” เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและชาวจีนที่พำนักในมณฑลห้วยขวาง กำลังรุกตลาด Food Delivery เมืองไทย ท้าชน “Grab - LINE MAN” ชิงเค้กมูลค่ากว่า 1.6 แสน
หลังในโซเซียลมีเดียมีการเผยแพร่แชร์ภาพ “ไรเดอร์แอปฯ จีน”ขับรถมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารในพื้นที่ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ซึ่งทราบโดยทั่วกันว่าเป็นแหล่งชุมชนจีนแห่งใหม่ เกิดการขยายตัวของธุรกิจจีนอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตั้งข้อเกตรูปแบบของแพลตฟอร์ม Food Deliveryใช้ภาษาจีนล้วน อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าชาวจีน
นอกจากนี้ ยังเคยเกิดกระแสข่าว “จ้างไทใหญ่ พูดจีนได้ อ่านภาษาจีนออก ขี่รับงาน” ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สังคมไทยตั้งคำถามว่า Food Delivery จีน เป็นแอปพลิเคชั่นเถื่อนทุนจีนหรือไม่? รวมทั้งลักษณะเข้าข่ายธุรกิจนอมินีหรือไม่?
กลายเป็นประด็นร้อนแรงส่งผลให้แพลตฟอร์มสัญชาติจีน Gokoo, Feixiang และ E-Gets ซึ่งเปิดให้บริการสั่งอาหาร สินค้าอุปโภค ฯลฯ เจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวจีนและชาวจีนที่พำนักอยู่ในเมืองไทยถูกจับจ้องขึ้นมาทันที
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แพลตฟอร์มสัญชาติจีนที่ให้บริการสั่งอาหารและบริการประเภทอื่นๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักท่องเที่ยวหรือชาวจีนที่มาอาศัยในประเทศไทย พบว่ามีแพลตฟอร์มจำนวน 3 แพลตฟอร์ม ที่เปิดให้บริการ ได้แก่ Gokoo, Feixiang และ E-Gets
โดยพบว่ามีลักษณะการให้บริการผ่านระบบดิจิทัลที่มุ่งตอบสนองกลุ่มลูกค้าชาวจีนในประเทศไทย ทั้งบริการสั่งอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีการใช้ภาษาจีนเป็นหลัก รวมทั้งมีการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หลายรูปแบบ
จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น มีการจดทะเบียนนิติบุคคลในรูปแบบบริษัท โดยมี 2 รายที่มีผู้ถือหุ้นชาวไทยถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง และอีก 1 ราย มีโครงสร้างการถือหุ้นที่มีต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วนเกิน 50% โดยรายละเอียดของนิติบุคคลทั้ง 3 ราย มีดังนี้
1. บริษัท โกคูออนไลน์ จำกัด (แอปพลิเคชัน Gokoo 悟空 หรือ ซุนหงอคง)จดทะเบียนนิติบุคคลวันที่ 21 ก.ย.2563 ทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นเป็นไทย 80% มีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย
โดย GOKOO เปิดให้บริการในประเทศไทยเมื่อต้นปี 2564 โดยบริษัท โกคู ออนไลน์ จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนและไทย ปัจจุบันเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำในตลาดกลุ่มชาวจีนในประเทศไทย ล่าสุด ผู้ลงทะเบียนใช้งานมากกว่า 1 แสนราย และมีร้านค้าพันธมิตรมากกว่า 25,000 ราย
โดยความเคลื่อนไหวจาก Gokoo ได้ออกแถลงการณ์ทันที โดยระบุว่ายืนยันจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายไทยและไรเดอร์เป็นคนไทยทั้งหมด
2. บริษัท เดอะ ฟลาย โฮลดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด (แอปพลิเคชัน feixiang 飞象 หรือ “ช้างบิน”)จดทะเบียนนิติบุคคลวันที่ 1 ก.ย.2564 ทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย 51% มีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย
สำหรับ Feixiang เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2561 โดยเลียนแบบโมเดลของแอปดังจากจีนอย่าง Meituan Dianping ซึ่งเป็นแอปรีวิวร้านอาหารและส่งอาหารอันดับหนึ่งของจีน Feixiang เน้นกลุ่มลูกค้าชาวจีนโดยเฉพาะ โดยเป็น Mini Program ในแอป WeChat ซึ่งผู้ใช้ชาวจีนคุ้นเคยดี
ทั้งนี้ นิติบุคคลทั้ง 2 รายข้างต้น ประกอบธุรกิจให้บริการเป็นตลาดกลางซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยจากการตรวจสอบพบผู้ถือหุ้นคนไทยมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่น โดยมีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทอีก 4 บริษัท โดยเป็นการร่วมลงทุนกับคนต่างด้าว
และ 3. บริษัท อี-เก็ตส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (แอปพลิเคชัน E-Gets)จดทะเบียนนิติบุคคลวันที่ 3 ส.ค.2566 ทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท โดย E-GetS เปิดตัวในประเทศไทยปี 2567 มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลสัญชาติกัมพูชา 90% จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยประกอบธุรกิจ e-commerce และหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับบริการสั่งซื้อ ขาย และจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่เกี่ยวข้อง ผลการตรวจสอบ พบว่า บริษัท อี-เก็ตส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับบัตรส่งเสริมจาก BOI ในธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล และได้รับหนังสือรับรองการประธุรกิจของคนต่างด้าวแล้ว
อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินลงทุน อำนาจการบริหารจัดการ การลงนามผูกพันบริษัท ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น ตรวจสอบการเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี)
โดยติดตามตามสถานะของนิติบุคคล คือ 1.นิติบุคคลไทย จะดำเนินการตรวจสอบว่ามีคนไทยให้ความร่วมมือกับชาวต่างชาติใช้ชื่อหรือถือหุ้นแทนเพื่อเป็นนอมินีเลี่ยงการขออนุญาตประกอบธุรกิจหรือไม่ หากมีการกระทำผิดจริงจะได้รับโทษทางกฎหมาย โทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี โทษปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาท
และ 2.นิติบุคคลต่างชาติ จะตรวจสอบการขออนุญาตประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ หากฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาท
ทั้งนี้ เป็นหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
โดยการตรวจสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นนอมินีแทนชาวต่างชาติ รวมถึงการป้องกันการประกอบธุรกิจที่อาจฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
อย่างไรก็ดี ชาวจีนนับเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวของไทย ที่มาผ่านมาชาวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคนต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ปรากฎการณ์เหล่านี้ทำให้ธุรกิจภาคบริการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องในไทยถูกครอบงำด้วยทุนจีนอย่างเลี่ยงไม่ได้
ตลาด Food Delivery ประเทศไทย คือ โอกาสของผู้เล่นรายใหม่ อ้างอิงรายงาน Momentum Works ระบุว่าตลาด Food Delivery ในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ ประมาณ 1.62 แสนล้านบาท (หรือ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)
นอกจากนี้ รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 (e-Conomy SEA 2025) โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงกว่า 1.78 ล้านล้านบาท (5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน แอปฯ Food Delivery สัญชาติจีน มองเห็นโอกาสจากจำนวนคนจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยหลักสิบล้านคนต่อปี ก่อให้เกิดบริการสั่งอาหารบนแพลตฟอร์มอำนวยในความสะดวกเจาะกลุ่มลูกค้าชาวจีนในไทยโดยเฉพาะ
สำหรับตลาด Food Delivery ในประเทศไทย กำลังเกิดปรากฏการณ์ Duopoly หรือ การผูกขาดโดยผู้เล่น 2 รายใหญ่ คือ“Grab” และ “LINE MAN”โดย Grab มีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยอยู่ที่ 47% ขณะที่ LINE MAN อยู่ที่ 41%
ที่ผ่านมา เกิดการห้ำหั่นโดยเปลี่ยนจากสงครามราคา ที่ผู้ให้บริการแต่ละรายพยายามตัดราคากันเพื่อแย่งชิงลูกค้า เข้าสู่สงครามคุณภาพโดยผู้เล่นที่เหลือจะหันมาเน้นพัฒนาคุณภาพบริการและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จันต์สุดา ธนานิตยะอุดมกรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab ประเทศไทย เปิดเผยว่าแม้ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลง Grab ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด ทั้งบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย สำหรับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรีได้นำเสนอความคุ้มค่าผ่านการทำแคมเปญและโปรโมชันตลอดทั้งปี โดยปัจจุบันมีร้านอาหารในกลุ่มนี้มากกว่า 2 หมื่นร้านทั่วประเทศ นอกจากนี้ ภาพรวมโดย Grab มีส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคเพิ่มขึ้นจาก 53.8% เป็น 55% ในปี 2568
ยอด ชินสุภัคกุลประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai เปิอเผยว่าตลาดธุรกิจร้านอาหารในไทยกลุ่มแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี แนวโน้มตลาดยังถูกขับเคลื่อนด้วยร้านโลคอล แต่การขยายตัวของร้านแบรนด์ข้ามชาติโดยเฉพาะจีน ก็เข้ามามีส่วนสำคัญเชิงบวกต่อแพลตฟอร์ม
ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจที่อยู่ในความท้าทายส่งผลกระทบต่อฟู้ดเดลิเวอรีในด้านขนาดออเดอร์ LINE MAN Wongnai ประเมินว่าความถี่ในการใช้บริการก็ยังคงเดิม ส่วนการแข่งขันในตลาดพบว่ากระจุกตัวอยู่ในกลุ่มหลักเนื่องจากต้องใช้การจัดการด้าน Economies of Scale ที่มีความแข็งแรง
นอกจากนี้ Momentum Works ตอกย้ำว่าตลาด Food Delivery ประเทศไทยกลายเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 22% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปัจจัยหนุนหลักมาจากการริเริ่มมาตรการจูงใจด้านราคาจากแพลตฟอร์ม การแข่งขันที่สูงขึ้น รวมถึงการสนับสนุนจากโครงการของรัฐอย่างคนละครึ่งหรือคนละครึ่งพลัส.

