xs
xsm
sm
md
lg

เอ๊ะ! “อนุทิน-เอกนัฏ” แค่ทำเท่ รื้อค่าไฟสาธารณะ แต่ยัง “หงอ” ทุนใหญ่?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สปอตไลต์ที่ส่องไปยังการรื้อค่าไฟสาธารณะแฝงอยู่ในบิลค่าไฟประชาชน เกือบ 2 หมื่นล้านบาทต่อปีนั้น สมควรจัดการมานานแล้วเพราะถือเป็นความบิดเบี้ยวขั้นรุนแรง ดังนั้น อย่าเพิ่งรีบปรบมือให้ “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” และ “รมว.ขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” จนลืมมองเห็นความจริงที่ว่า “รัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน” หาได้มีความหาญกล้ารื้อโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าที่ต้องท้าชนกับกลุ่มทุนใหญ่แต่อย่างใด และนี่อาจเป็นเพียงเกมสับขาหลอกเพื่อเบี่ยงเบนกระแสสังคมจากเรื่องฉาวโฉ่สารพัดที่กำลังรุมเร้าเข้ามา?

ตามมาคลี่ไส้ใน “ค่าไฟฟ้าฐาน” ซึ่งคิดเป็น 60-70% ของบิล และ “ค่า Ft” ที่จะทำให้ผู้ใช้ไฟต้องอ้าปากค้าง!

ไฟสาธารณะ สูบเลือดชาวบ้าน 40 ปี 4 แสนล้าน


หลุมดำแรกสุดมาสแกนดูค่าไฟสาธารณะที่ภาครัฐลักไก่ให้ประชาชนแบกมาร่วม 40 ปี เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปี 2530 ที่ยกเว้นค่าไฟทางหลวง ไฟท้องถิ่น และระบบสูบน้ำป้องกันน้ำท่วมให้หน่วยงานรัฐ ทว่า ของฟรีไม่มีอยู่จริง! เพราะการไฟฟ้าฯ ใช้วิธีทางบัญชี นำมูลค่าส่วนที่ยกเว้นนั้น หมุนกลับเข้ามาคำนวณเป็น“ความสูญเสียที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค” (Non-technical loss)แล้วเอามาซ่อนไว้ใน“ค่าไฟฟ้าฐาน”ที่เรียกเก็บกับประชาชนทุกคน

เมื่อกางสถิติตัวเลขในปัจจุบัน ไฟฟ้าสาธารณะเหล่านี้ถูกใช้ไปสูงถึง 4,447 ล้านหน่วยต่อปี หรือคิดเป็นเงินที่ประชาชนต้องแบกรับโดยไม่รู้ตัวถึง 15,000 - 20,000 ล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยบ้านละ 10 สตางค์ต่อหน่วย

หากลองคิดคำนวณแบบถัวเฉลี่ยย้อนหลังตลอดระยะเวลาร่วม 40 ปีที่ผ่านมา นับจากปี 2530 ถึง 2569 บนฐานข้อมูลการขยายตัวของเสาไฟส่องสว่างริมทางและชุมชน ประชาชนคนไทยร่วมกันแบกรับค่าไฟส่องถนนและปั๊มน้ำแทนหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นไปแล้ว คิดเป็นมูลค่ามหาศาลรวม ไม่ต่ำกว่า 300,000 - 400,000 ล้านบาท!

เงินก้อนนี้ถูกควักออกจากกระเป๋าชาวบ้านไปอุ้มท้องถิ่นและกระทรวงคมนาคมที่พอได้ไฟฟรีก็เปิดทิ้งเปิดขว้างอย่างฟุ่มเฟือย ทั้งที่บ้านขนาดใหญ่หรือออฟฟิศบางแห่งต้องเสียเงินไปจ่ายค่าไฟถนนที่ตัวเองไม่เคยขับผ่านปีละเป็นพันบาทโดยไม่มีใบเสร็จแจ้งเตือน

เมื่อถูกถามถึงปมดรามานี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตอบข้อซักถามถึงเรื่องไฟทางหลวงว่า “....กำลังให้แยกออกมาดูว่ามันเกิดขึ้นยังไง เมื่อไหร่ แล้วทำไมถึงเกิดขึ้น ....ถ้าจริงเราต้องไม่ให้ประชาชนรับภาระอย่างแน่นอน” และกล่าวด้วยว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ “ได้รับน้องเอ๊ะ จากผม” จึงไปตรวจสอบเรื่องนี้

ขณะที่นายเอกนัฏ ประเมินว่า หากดึงเม็ดเงิน 1.5-2 หมื่นล้านบาทตรงนี้ออกมาแยกบิลได้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นัดหน้า ก็เพียงพอที่จะลดค่าไฟในหมวดบ้านอยู่อาศัยกลุ่ม 200 หน่วยแรก ให้มีราคาต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วยได้ทันที

งานนี้ หลายคนถึงกับเปรยในสายลมแต่ทะลุไปถึงหัวใจว่า “เวลาเอื้อมมือไปปิดสวิตช์ไฟที่บ้าน กลัวไฟถนนดับทุกที”

สัญญา Adder “ชั่วนิรันดร์” ชวนกันพุงอ้วน

ตามมาดูหลุมดำที่สอง ซึ่งหมกไว้ในค่าไฟฟ้าผันแปรหรือ “ค่า Ft”คือ ต้นทุนแฝงจากนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนยุคเก่า หรือ ค่า Adder ที่แฝงอยู่สูงถึง 15-25 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งรัฐบาลในอดีตต้องการจูงใจเอกชนผลิตไฟฟ้าสะอาดจึงให้เงินบวกเพิ่มราคารับซื้อในอัตราสูงลิ่ว เช่น โซลาร์เซลล์บางยุคได้บวกเพิ่มถึง 8 บาทต่อหน่วย



เอกนัฏ พร้อมพันธุ์
แต่ปัญหาวันนี้คือ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ยุคแรกบางฉบับที่กลายเป็น“สัญญาชั่วนิรันดร์”เพราะดันมีเงื่อนไขล็อกสเปกไว้ว่า หากหมดอายุอุดหนุน รัฐบาลต้องต่ออายุสัญญาให้เรื่อย ๆ ทุก 5 ปีโดยไม่มีกำหนดสิ้นสุดโครงการ กลายเป็นหลุมดำที่รัฐบาลในอดีตจนถึงปัจจุบันปล่อยปละละเลย ไม่กล้าหักดิบเพราะกลัวโดนทุนใหญ่ฟ้อง

เมื่อกางสถิติเม็ดเงินอุดหนุนค่า Adder และ FiT ย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2558 - 2567) ประชาชนคนไทยจ่ายเงินกินเปล่าชดเชยให้ทุนพลังงานเหล่านี้ไปแล้ว ทะลุ 300,000 ล้านบาท

โดยมีตัวเลขไทม์ไลน์ไล่บี้ความพุงอ้วน ดังนี้

ปี 2558 จ่ายแฝงไปประมาณ 14,310 ล้านบาท ช่วงพีกสะสมของการทยอยจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) ล็อตแรก

ปี 2563 พุ่งพีกเป็นประวัติการณ์ถึง 52,167 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากโครงการพลังงานลมและชีวมวลขนาดใหญ่เดินเครื่องเต็มระบบ

ปี 2564 แบกต่ออีก 56,554 ล้านบาทต่อปี ภาระยังคงทรงตัวในระดับสูงมากในค่า Ft

ปี 2565 – 2567 ตกประมาณ 25,000 - 30,000 ล้านบาท/ปี ทยอยลดลงเนื่องจากสัญญาล็อตใหญ่หมดอายุ แต่ยังเหลือกลุ่มสัญญาผูกพันพิเศษ

ปี 2568 แบกอีกประมาณ 14,487 ล้านบาท จาก “ยอดค้างท่อ” ของสัญญาลักษณะพิเศษที่ต่ออายุอัตโนมัติ แม้ปัจจุบันปี 2569 สัญญาหลัก ๆ จะทยอยหมดอายุลง แต่อิทธิฤทธิ์ของ “สัญญาชั่วนิรันดร์” ก็ยังคงสูบเงินในกระเป๋าประชาชนไปอุดหนุนกลุ่มทุนให้พุงอ้วนเฉียดปีละหลายพันล้านบาท ทั้งที่เอกชนเหล่านั้นคืนทุนและกอบโกยกำไรไปหมดแล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทำได้เพียงส่งหนังสือรายงานรัฐบาลไปตามรอบไตรมาสเพราะขาดพลังทางการเมืองในการเข้าไปเจรจารื้อสัญญา

“ค่าความพร้อมจ่าย” ลาภก้อนใหญ่ทุนพลังงาน

นี่คือเนื้อร้ายก้อนโตที่สุดของโครงสร้างพลังงานไทย แต่ฝ่ายการเมืองกลับทำเป็นมองไม่เห็น ปัจจุบันประเทศไทยมี กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองสูงล้นระบบถึง 40-50% ขณะที่มาตรฐานสากลอยู่เพียง 15-20% เท่านั้น สาเหตุมาจากรัฐบาลไปเซ็นสัญญา PPA ระยะยาวกับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) โดยมีเงื่อนไขพิลึกพิลั่นที่เรียกว่า “ค่าความพร้อมจ่าย” (Availability Payments หรือ AP)

คือต่อให้โรงไฟฟ้านั้นจะนอนนิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเลยแม้แต่หน่วยเดียว รัฐก็ต้องจ่ายเงินการันตีกำไรให้เอกชนฟรี ๆ ซึ่งเม็ดเงิน AP นี้ถูกนำมาหารเฉลี่ยเรียกเก็บในบิลค่าไฟของประชาชนในคราบของค่า Ft ปัจจุบันประชาชนต้องแบกรับค่าความพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้าที่สร้างเกินความจำเป็นนี้ สูงถึงปีละกว่า 60,000 - 70,000 ล้านบาท!

ซ้ำร้ายกว่านั้น ในค่าไฟยังซ่อนสูตรบัญชีที่เรียกว่า ROIC (Return on Invested Capital) ซึ่งเป็นกฎหมายล็อกสเปกผลตอบแทนว่า การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ต้องได้กำไรขั้นต่ำตามเป้าหมาย 4-7% เสมอ ยิ่งการไฟฟ้าขยันสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือซื้ออุปกรณ์ราคาสูง ฐานสินทรัพย์ยิ่งโต ค่าไฟฐานก็ยิ่งขยับขึ้น ต่อให้เศรษฐกิจประเทศจะพังพินาศ แต่ระบบนี้การันตีว่าทุนพลังงานของรัฐและเอกชนจะไม่มีวันขาดทุน โดยมีประชาชนเป็นตัวประกันแบกรับความเสี่ยงให้ 100%

จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ซึ่งแถลงเมื่อ 22 มิถุนายน 2569 พบว่า ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 4.18 บาทต่อหน่วย มี “ต้นทุนแฝง” อยู่ถึง 50-90 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งค่าความพร้อมจ่าย (AP) เป็นภาระที่ประชาชนแบกรับอยู่สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนค่าไฟสาธารณะมีสัดส่วนเพียง 5-10 สตางค์ต่อหน่วยเท่านั้น

การที่ รมว.เอกนัฏ และรัฐบาลโหมกระแสเรื่องค่าไฟทาง 10 สตางค์อย่างเอิกเกริก โดยมีนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มารับลูกส่งต่อ “น้องเอ๊ะ” จึงถูกตั้งข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ว่า นี่คือการเบี่ยงเบนประเด็น เพื่อปกปิดความจริงที่ว่า รัฐบาลยังไม่กล้า หรือยังไม่มีปัญญา ไปแตะต้องสัญญาทาสและค่าความพร้อมจ่าย (AP) ของกลุ่มทุนโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ใช่หรือไม่? และทำได้เพียงหันไปบีบหน่วยงานรัฐด้วยกันเองอย่างกระทรวงคมนาคมหรือท้องถิ่นให้มารับจบแทน

อนุทิน ชาญวีรกูล


ประชาชนรับบทคนดี จ่ายแทนให้โจรขุดบิตคอยน์

นี่เป็นอีกหลุมดำที่ไม่น่าเชื่อแต่ก็เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือ ประชาชนรับบทเป็นคนดีจ่ายชดเชยให้“โจรขโมยไฟขุดบิตคอยน์”ขบวนการลักลอบดัดแปลงมิเตอร์และต่อไฟตรงเพื่อทำ “เหมืองบิตคอยน์เถื่อน”สร้างความเสียหายระดับหลักพันล้านบาท ซึ่งกลไกทางการบัญชีของการไฟฟ้าจะบันทึกความเสียหายเหล่านี้ไว้ในส่วนของ“ความสูญเสียที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค” (Non-technical loss)และถูกนำไปคำนวณฐานเพื่อหารเฉลี่ยกลับมาเป็นต้นทุนใน “ค่าไฟฟ้าฐาน” ที่เก็บจากประชาชนทุกคนในทุก ๆ รอบการปรับโครงสร้าง

เมื่อเจาะลึกตัวเลขข้อมูลความเสียหายจากการลักไฟขุดบิตคอยน์ย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2565 - 2569) มีสถิติมูลค่าความเสียหายและปฏิบัติการที่น่าตกใจ ดังนี้

ปี 2565 ยุคเริ่มต้นขยายตัวตามตึกแถวร้าง มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 100 - 200 ล้านบาท

ปี 2566 ขยายสเกลสู่โรงงาน เครือข่ายทุนสีเทาข้ามชาติพ่วงไฟแรงสูง มูลค่าเสียหายประมาณ 500 - 1,000 ล้านบาท

ปี 2567 ทลายโรงงานใหญ่พิกัดสมุทรสาครและขอนแก่น มูลค่าความเสียหาย ทะลุ 2,000 - 3,000 ล้านบาท

ปี 2568 ขบวนการกระจายสายหลบเลี่ยงระบบแจ้งเตือนไปยังพื้นที่ชายขอบ มูลค่าความเสียหาย 800 - 1,200 ล้านบาท

ปี 2569 (ล่าสุด) ดีเอสไอบุกค้นบ้านพักผู้บริหารระดับท้องถิ่นยึดเงินสด และจับกุม 14 จุดในภาคอีสาน ประเมินความเสียหายปีนี้ ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท

จากสถิติ 5 ปี ความเสียหายรวมพุ่งทะลุ 4,000 - 5,000 ล้านบาท คำถามคือจับโจรได้แล้วทำไมภาระยังตกที่ประชาชน? นั่นเพราะผู้ต้องหามักเป็นเพียง “นอมินี” ไม่มีทรัพย์สินให้ยึดชดใช้คืนรัฐ ยอดสูญเสียสะสมที่เก็บเงินไม่ได้นี้ การไฟฟ้าจึงนำกลับมาคำนวณเฉลี่ยเป็นต้นทุนแฝงในโครงสร้าง “ค่าไฟฟ้าฐาน” เพื่อไม่ให้รัฐวิสาหกิจพลังงานขาดทุน ประชาชนคนดีจึงต้องรับกรรมแชร์จ่ายค่าไฟให้โจรโดยมีกฎหมายรองรับ

สำหรับไพ่ใบใหม่ คือData Center และ Direct PPAที่นายเอกนัฏกำลังโชว์วิสัยทัศน์ว่าจะคลอดค่าไฟประเภทใหม่ (ประเภทที่ 9) บีบให้กลุ่ม Big Tech จ่ายราคาเต็ม และจะนำเงินส่วนต่างนี้หมุนกลับมาอุ้มค่าไฟบ้านในกลุ่ม 200 หน่วยแรกให้เหลือต่ำกว่า 3 บาท รวมถึงการเปิดเสรีให้เอกชนซื้อขายไฟกันเอง ฟังดูสวยหรู... แต่ทำไมปัจจุบันเรื่องนี้ถึงยังอืดอาดล่าช้า? คำตอบคือเพราะรัฐบาลยังคงติดหล่มกับการแบ่งเค้กผลประโยชน์ ระหว่างการเอาใจทุนใหม่นวัตกรรมโลกกับการเกรงใจทุนพลังงานผูกขาดดั้งเดิมในประเทศที่ไม่อยากปล่อยมือจากระบบสายส่ง

ถ้ารัฐบาลไม่ได้ดีแต่โม้และอยากยึดสโลแกน “พูดแล้วทำ” ของพรรคค่ายสีน้ำเงิน ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ต้องเลิกทำเท่โชว์บทดรามา “เอ๊ะ” ชั่วคราวกับแค่ไฟทางสิบสตางค์เพื่อกลบแผลใหญ่ แต่ต้องกล้าสับสวิตช์ทลายระบบค้ำประกันกำไรการไฟฟ้า และเข้าไปชำแหละแก้ไขสัญญาผูกขาดกับกลุ่มทุนใหญ่ เพื่อหยุดระบบรีดเลือดกับปู และคืนความเป็นธรรมให้กับบิลค่าไฟของประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง!