สัญญาณเตือนรุนแรง จากกรณีโครงสร้างกันสาดปูนตึกแถว อายุ 100 ปี ใกล้วัดไตรมิตรฯ พื้นที่เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ พังถล่มลงมาเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ในช่วงต้นเดือน มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ฉายภาพระเบิดเวลาในย่านเมืองเก่า โดยเฉพาะสถานการณ์ปัญหาการจัดการอาคารเก่าอายุหลายสิบปีถึงร้อยปีถูกปล่อยทิ้งให้ทรุดโทรมในชุมชนเมือง
ที่น่าตระหนกเหตุพังถล่มของพื้นระเบียงกันสาดตึกเก่าไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรก ย้อนกลับไปปลายปี 2568 เกิดเหตุในลักษณะเดียวกัน บริเวณปากซอยสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ โดยมีผู้อาศัย 5 รายที่ติดอยู่ภายในอาคารและช่วยเหลือออกได้อย่างปลอดภัย
ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการจัดการอาคารเก่าในย่านเมืองเก่านายสนธิ คชวัฒน์นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ตั้งข้อสังเกตผ่านเฟสบุ๊คส่วนระบุว่าเป็นผลมาจากการละเลยการตรวจสอบดูแลของหน่วยงานรัฐ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการขึ้นทะเบียนเมืองเป็นชุมชนเก่าของไทยที่ดำเนินการแบบแยกส่วน แม้มีการขึ้นทะเบียน แต่กลับไม่มีการตรวจสอบ โครงสร้าง และป้องกัน เพื่อไม่ให้อาคารเก่ามิให้เสื่อมสภาพหรือได้รับความเสียหายจนเกิดอันตรายแก่ผู้คน
โดยระบุสาระสำคัญความว่า อาคารเก่าแก่ 2 ชั้นย่านถนนเจริญกรุง พระราม 4 (ใกล้แยกหมอมีและวัดไตรมิตรฯ) ที่เกิดเหตุกันสาดปูนถล่มเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2569 ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานหรือแหล่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมเป็นรายอาคารอย่างเป็นทางการโดยกรมศิลปากร เพียงแต่พื้นที่ทั้งหมดถูกจัดอยู่ในย่านชุมชนเก่าเยาวราช ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนและประกาศเป็นแหล่งสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมประเภทย่านชุมชนเก่า โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้วในฐานะย่านการค้าและชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 - 200 ปี รวมทั้งยังเป็นพื้นที่อนุรักษ์เมืองเก่า (เขตเมืองเก่ากรุงเทพมหานคร) ตามมติคณะรัฐมนตรี
การคุ้มครองในฐานะเขตเมืองเก่ากรุงเทพมหานครหรือย่านชุมชนเก่า สำหรับพื้นที่โดยรอบวัดไตรมิตรเชื่อมต่อเยาวราชถูกควบคุมด้วยข้อบัญญัติและกฎกระทรวงเรื่องการกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง หรือดัดแปลงอาคารบางชนิด (เช่น การควบคุมความสูงของตึกและการจำกัดสถาปัตยกรรมรูปทรงสมัยใหม่ที่บดบังทัศนียภาพ) เพื่อรักษาคุณค่าความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ซึ่งจำกัดเรื่องโทนสี (เน้นสีครีม/เทาเข้ม) วัสดุไม่มันวาว และห้ามต่อเติมส่วนยื่นภายนอกที่ทำลายทัศนียภาพดั้งเดิม
กฎหมายควบคุมอาคาร โครงสร้างตึกแถวเก่าเหล่านี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่น (สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์) และ กทม. ตรวจตราความมั่นคงแข็งแรงโดยเจ้า ของหรือผู้ครอบครองอาคารมีหน้าที่โดยตรงในการบำรุงรักษาโครงสร้างให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย
และตามมาตรการของ กทม. หากอาคารเก่ามีสภาพทรุดโทรมเสี่ยงอันตราย เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถออกคำสั่งให้เจ้าของอาคารระงับการใช้ ซ่อมแซม หรือรื้อถอนได้ตามมาตรา 40 และ 41 เพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้
โดยยกตัวอย่างว่าหากเป็นย่านเมืองเก่าหรือเมืองโบราณในต่างประเทศ เช่น มรดกโลก ในประเทศอิตาลี การได้ขึ้นชื่อว่าเมืองเก่านั้น ทุกหน่วยงานเขาทำงานด้วยกัน มีการตรวจสอบโครงสร้างก่อน จากนั้นก็ปรับปรุง ความสวยงาม ความปลอดภัย และวางแผนเพื่อให้พื้นที่เหล่านั้นมีความยั่งยืน แต่ของไทยไม่ได้ทำแบบนั้น หน่วยงานที่เป็นเจ้าของพื้นที่ คือ เขตสัมพันธวงศ์ แทบจะไม่ได้ตรวจสอบโครงสร้างอาคารเพื่อความปลอดภัยเลย
ที่น่ากังวลในย่านเมืองเก่าพื้นที่กรุงเทพฯ มีอาคารเก่าแก่อยู่เป็นจำนวนมาก โดยตึกแถวเก่าจะกระจุกตัวในเขตเมืองเก่า อาทิ เขตสัมพันธวงศ์ เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตบางรัก เป็นต้น
ในประเด็นที่เกิดขึ้นอดีตผู้ว่าฯ กทม. อย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์เปิดเผยว่าตึกแถวทั่ว กทม. มีมากถึง 400,000 ตึก ในจำนวนนี้เป็นตึกแถวเก่าอายุหลายสิบปีถึงร้อยปีอาจเฉียด 100,000 แห่ง และมีจำนวนไม่น้อยที่ถูกปล่อยทิ้งจนทรุดโทรม ซึ่งเป็นระเบิดเวลาที่อาจเกิดโศกนาฏกรรมได้ทุกเมื่อ
อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าที่ผ่านมาการปรับปรุงตึกเก่าติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย ทำให้เจ้าของอาคารจำนวนไม่น้อยไม่สามารถดำเนินการดัดแปลงหรือต่อเติมอาคารได้ เนื่องจากเมื่อต้องขออนุญาตปรับปรุงอาคาร ต้องปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคารฉบับปัจจุบัน ทั้งในเรื่องการจัดให้มีพื้นที่จอดรถและระบบป้องกันอัคคีภัย ส่งผลให้มีต้นทุนสูงเกินกว่าที่เจ้าของอาคารจะรับภาระได้ ทำให้ตึกเก่าถูกปล่อยทิ้งทรุดโทรมมีจำนวนมากขึ้น
ขณะเดียวกันรศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมปฐพี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แสดงทัศนะว่าการเป็นเจ้าของอาคารไม่ต่างจากการเลี้ยงสุนัข หากปล่อยให้สุนัขออกไปกัดคน เจ้าของต้องรับผิดชอบ เช่นเดียวกับอาคารเก่าหากพังถล่มสร้างความสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เจ้าของย่อมต้องรับผิดชอบโดยตรง หากละเลยจนเกิดเหตุร้ายแรง อาจถูกฟ้องทั้งคดีแพ่งเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย และคดีอาญาฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้
ทั้งนี้ ในยุคของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ มีการสนอร่างข้อบัญญัติเข้าสู่การพิจารณาของสภา กทม. เมื่อปี 2568 เพื่อให้ทบทวนเรื่องการดัดแปลงห้องแถว เพื่อเปิดทางฟื้นฟูอาคารเก่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรากฎว่าไม่ทันกระบวนการก่อนสภาหมดวาระ ประเด็นนี้จึงต้องเสนอเข้าวาระใหม่ในยุคผู้ว่าฯ คนต่อไป และสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากปรับข้อบัญญัติได้ จะทำให้การปรับปรุงซ่อมแซมตึกแถวและห้องแถวเก่า มีความปลอดภัย และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ทำให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก
ศ.ดร.อมร พิมานมาศนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า กรุงเทพฯ มีอาคารเก่าจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตตัวเมืองชั้นใน ซึ่งอาคารบางหลังมีอายุเกินร้อยปี อาคารเหล่านี้แม้จะมีความสูงไม่มาก แต่กลับมีลักษณะโครงสร้างบางประการที่ไม่แข็งแรง คือ ส่วนยื่นของอาคาร เช่น ระเบียง กันสาด ซึ่งเป็นพื้นปูน มีน้ำหนักมาก และบางครั้งใช้เป็นที่วางสิ่งของต่างๆ
พิจารณาตามหลักวิศวกรรมอาคารมีอายุการใช้งาน เช่น 50 - 60 ปี เนื่องจากวัสดุที่ใช้ก่อสร้างมีการเสื่อมสภาพไปตามเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนกรีต และเหล็กเส้น อีกทั้งวัสดุก่อสร้างเหล่านี้ในอดีตยังไม่ได้มีเทคโนโลยีในการผลิตที่ทำให้ได้วัสดุคุณภาพดี กำลังสูงและทนทาน เช่น คอนกรีตในสมัยก่อนมีกำลังรับน้ำหนักต่ำ เหล็กเสริมในอดีต ใช้เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ มีการยึดเกาะโครงสร้างน้อย วัสดุเหล่านี้ย่อมเกิดการเสื่อมสภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องสัมผัสกับสภาพแวดล้อม แดด ฝน ความชื้น จึงทำให้เหล็กเกิดสนิมได้
ขณะที่ปัจจัยเรื่องแผ่นดินไหวไม่ใช่สาเหตุหลักสำหรับอาคารเตี้ยเหล่านี้ และแรงสั่นสะเทือนจากรถบรรทุกเป็นเพียงปัจจัยเสริมเท่านั้น ปัญหาที่แท้จริง คือ โครงสร้างที่หมดอายุการใช้งาน ตามที่ระบุข้างต้นปูนจะมีอายุการใช้งานประมาณ 50 ปี แต่อาคารที่เกิดเหตุมีอายุกว่า 100 ปีแล้ว
โดยทางสภาวิศวกรเสนอให้กรุงเทพมหานคร เร่งสำรวจความมั่นคงของอาคารเก่าในย่านเมืองเก่า โดยเฉพาะอาคารที่มีระเบียงยื่นออกมา โดยอาศัยอำนาจตาม กฎกระทรวงปี 2563 (พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร) ที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นสั่งการให้เจ้าของอาคารตรวจสอบ และแก้ไขอาคารที่อยู่ในสภาพไม่ปลอดภัยได้ทันที
อย่างไรก็ดี จากเหตุการณ์ตึกเก่าพังถล่มในย่านเมืองเก่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้กำหนดแนวทางป้องกันโดยเตรียมสำรวจอาคารเก่าที่มีลักษณะและสภาพความเสี่ยงใกล้เคียงกันในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน รวมทั้ง ประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหมั่นตรวจสอบสภาพอาคาร และแจ้งหน่วยงานภาครัฐเมื่อพบสัญญาณความไม่ปลอดภัยด้านโครงสร้าง
รวมทั้งมีการดำเนินการสำรวจและประเมินสภาพอาคารเก่าที่มีอายุการใช้งานยาวนานอย่างเป็นระบบ กำหนดมาตรการตรวจสอบอาคารตามช่วงอายุการใช้งาน ส่งเสริมความร่วมมือกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนศึกษาทบทวนกฎหมาย ระเบียบ และข้อบัญญัติที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการซ่อมแซม ฟื้นฟู และปรับปรุงอาคารเก่า เพื่อให้การอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์สามารถดำเนินควบคู่ไปกับมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม
ตึกเก่าในกรุงเทพฯ เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ฝังอยู่ทั่วเมือง นับเป็นโจทย์ข้อยากของ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ต้องทำงานเชิงรุกกู้คืนความปลอดภัยให้ประชาชน ไม่ใช่การตั้งรับเคลียร์ซากหลังจากตึกถล่มอีกต่อไป

