xs
xsm
sm
md
lg

ปีศาจใน “มหาดไทย” ยุครวยไม่ไหวแล้วโว้ย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ปฏิบัติการทลายกลโกงสอบท้องถิ่นที่กำลังเป็นข่าวครึกโครม บ่งบอกว่านี่คือยุคที่ระบบการคัดเลือกข้าราชการไทยเน่าเฟะที่สุดในประวัติศาสตร์การตั้งกระทรวงมหาดไทย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ย่อมปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ในทุกมิติ! ทั้งในฐานะเจ้ากระทรวงคลองหลอดที่คุมบังเหียนข้าราชการประจำ และในฐานะนายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล

ภาพวงจรปีศาจซื้อขายสัมปทานเก้าอี้ข้าราชการจากปฏิบัติการสะท้านแผ่นดินที่ตำรวจ บก.ปปป. จับมือ ป.ป.ช. บุกทลายเซฟเฮ้าส์ลับย่านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เปลือยล่อนจ้อนให้เห็นเจ้าหน้าที่รัฐนับสิบชีวิตกำลังง่วนอยู่กับคอมพิวเตอร์ 18 ชุด เพื่อคีย์ข้อมูลแก้ไขไฟล์กระดาษคำตอบดิจิทัล PDF ของผู้เข้าสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นประจำปี 2568 ทั่วประเทศ เม็ดเงินสะพัดใต้โต๊ะเรียกรับหัวละ 350,000 บาท ถึง 800,000 บาท สร้างความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท

กลโกงครั้งนี้ข้ามขั้นจากการทุจริตแบบเดิม ๆ เพราะมันคือ“ระบบสัมปทานตำแหน่งล่วงหน้า”ที่ผู้ซื้อเก้าอี้จะกาข้อสอบมั่วซั่วแบบไหนก็ได้ เพราะหลังจากนั้นจะมีทีมงานคีย์แก้ไขคะแนนย้อนหลังให้สอบเข้าได้ นี่เป็นอิทธิฤทธิ์ของอำนาจเงินที่จ่ายใต้โต๊ะล็อกตำแหน่งล่วงหน้าไว้แล้ว

ทว่า ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความหละหลวมของ มศว. ผู้จัดสอบ หรือพฤติกรรมของ “นายหน้า พ.” เบื้องหลังที่ต้องกระชากหน้ากากออกมาให้ชัด คือตัวละครที่อยู่บนยอดสูงสุดของพีระมิดอำนาจนี้

“มท.หนู” สะกดคำว่า “รับผิดชอบ” ถูกไหม?

สิ่งที่สังคมเห็นในฉากหน้าคือหลังเรื่องแดงขึ้นมาปุ๊บ ภาพที่เห็นออกสื่อคือ นายอนุทินรีบเด้งหน้าเสื่อออกมารับบท “พระเอกปราบโกง” ทันที ทำท่าที “จะเป็นลม-รับไม่ได้” ลั่นวาจาว่าขบวนการนี้เป็นเรื่องอุกอาจและ “ขายชาติ” พร้อมสะบัดปากสั่งนโยบาย “ฟรีแฮนด์” ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลุยเช็กบิล ตั้งคณะกรรมการสอบสวน 7 วันอันตราย สั่งย้ายอธิบดี สถ. และประกาศจะหาวิธียกเลิกผลสอบผลไม้พิษทั้งหมด

.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ 3 รัฐมนตรีช่วยคือ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี  นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
แต่ลูกไม้ตื้น ๆ แบบนี้ยากจะตบตาประชาชน! การทำเป็นเด็ดขาด ลอยตัวเหนือปัญหา แล้วบอกว่า “ฝ่ายการเมืองไม่เกี่ยว ไม่เคยฝากใคร ปิดประตูหมด” แท้จริงแล้วมันคือกลเกม “ดีดตัวเองออกจากวงจรโคตรคอร์รัปชัน” ที่เบ่งบานและเติบโตอยู่ใต้จมูกของตัวเอง

หากต่อจิ๊กซอว์ก็คงเห็นยุคมหาดไทยรวยไม่ไหวแล้วโว้ย ร้อนแรงด้วยผลประโยชน์ขนาดไหนไม่ว่าจะเป็นปมฉาวจากการโยกย้ายตำแหน่งทุกระดับชั้นที่มีข้อครหาตามมาไม่ว่างเว้น

ที่พีคสุดคือ ขบวนการโกงเลือก สว. เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ค่ายสีน้ำเงินติดชนักปมฮั้วเลือก สว. ระดับมโหฬาร จนคณะอนุกรรมการร่วมระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) มีมติออกหมายเรียกบุคคลสำคัญและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรวมกว่า 20 คน นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายเนวิน ชิดชอบ และ นายไชยชนก ชิดชอบ (เลขาธิการพรรค) ในข้อหาซื้อเสียง-จูงใจลงคะแนน ย่ำยีระบบเลือกตั้งจนสุ่มเสี่ยงถึงขั้นยุบพรรค

ความอื้อฉาวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อมีการตรวจสอบในเชิงลึกเกี่ยวกับ “โรงพิมพ์คู่สัญญา”ที่เชื่อมโยงระหว่างผลประโยชน์การสอบราชการและการจัดทำบัตรเลือกตั้งระดับประเทศ โดยกำลังเจ้าหน้าที่เข้าอายัดกระดาษคำตอบกว่า 800,000 แผ่นจากโรงพิมพ์ย่านอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อตรวจหาตัวการร่วมโกงสอบ

สื่อมวลชนและฝ่ายตรวจสอบได้ขุดคุ้ยข้อมูลพบว่า โรงพิมพ์แห่งนี้เคยเป็นผู้รับสัมปทานพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ให้กับ กกต. มาก่อน ซึ่งเคยเกิดกรณีพิพาทและข้อครหาเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ถูกฟ้องร้องในศาลอาญาคดีทุจริตฯ การที่โรงพิมพ์รายเดิมสามารถกินรวบทั้งงานพิมพ์บัตรเลือกตั้งระดับชาติและงานจัดสอบท้องถิ่นมูลค่าหมื่นล้าน ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยของสังคมเรื่องการผูกขาดผลประโยชน์ผ่านเส้นสายทางการเมืองอย่างชัดเจน

คำถามก็คือ นอกจากโบ้ยไปที่รมช.ที่แบ่งงานให้ โบ้ยไปที่อธิบดีกรมกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น ส่วนอธิบดีฯ ก็โยนเผือกร้อนไปให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ที่รับจัดสอบเพื่อให้รับจบแล้ว ตัว “เจ้ากระทรวง” เอง คิดที่จะแอ่นอกแสดงความรับผิดชอบอย่างที่วิญญูชนพึงกระทำบ้างหรือไม่

จาก“ทุจริตสอบนายอำเภอ” สู่ยุค “โกงสอบท้องถิ่น”

ความเน่าเฟะภายในกระทรวงคลองหลอด หากย้อนกลับไปในอดีต “ยุคสมัยพ่อ” ก็เคยมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้น นั่นคือ การทุจริตสอบเข้ารับการอบรมนายอำเภอ ที่เป็นข่าวครึกโครม เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว

ในช่วงปี 2552 สมัยที่ “ปู่จิ้น-ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” พ่อของอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” น้องชายของเนวิน ชิดชอบ เป็น “กุนซือ” หรือหัวหน้าคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมี “วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์” เป็นอธิบดีกรมการปกครอง

คราครั้งนั้น มีการช่วยเหลือผู้เข้าสอบตาม “โผฝาก” กว่า 150 รายชื่อ เรียกรับเงิน 700,000 - 800,000 บาท แลกกับการได้เข้าอบรมหลักสูตรนายอำเภอ หลักฐานมัดแน่นตรงที่มีผู้สอบได้ปฏิบัติงานอยู่ใน จ.บุรีรัมย์ มากถึง 17 คน และใบคำตอบตอบตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์ถึง 140 คน ท้ายที่สุดในปี 2563 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาลงโทษจำคุกอธิบดีวงศ์ศักดิ์ 3 ปี และจำคุกว่าที่นายอำเภอทุจริตอีก 103 คน

ขณะที่ฝ่ายการเมืองหลักฐานสาวไปไม่ถึง

เมื่อเทียบการทุจริตสองยุคก็พบว่า มีการพัฒนาลงไปถึงระดับ“ข้าราชการท้องถิ่น” ที่มีจำนวนตำแหน่งเยอะกว่า และเกี่ยวโยงกับการเลือกตั้งในทุกระดับชั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธความจริงได้

ตรงนี้คือใจความสำคัญของขบวนการโกงข้าราชการท้องถิ่น เพราะนอกจากจะมีเม็ดเงินมหาศาลต่างกันจากหลักร้อยล้านเป็นหลักหลายพันล้านแล้ว ยังถือเป็นมือไม้ที่สามารถใช้งานได้อีกต่างหาก

ชำแหละสองสิงห์ สถ. สายตรงค่ายสีน้ำเงิน

คำถามตัวโตๆ ที่นายอนุทินต้องตอบสังคมคือ “กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)” คือสายตรงของ “ค่ายสีน้ำเงิน” ใช่หรือไม่ โดยเฉพาะตัว “อธิบดี” ที่รับหน้าที่ในช่วงกระบวนการจัดสอบ

โฟกัสไปยัง“นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์”เขาคือสิงห์มหาดไทยสายบารมีการเมือง เจ้าของปมข่าวฉาวแชตไลน์หลุดอันลือลั่นวลี “ช่วยน้ำเงินด้วย”

นายนฤชาคือนั่งเป็นอธิบดี สถ. ในช่วงที่คลอดพิมพ์เขียวเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) จัดสอบปี 2568 และเป็นผู้ลงนามประกาศผลให้ มศว. เป็นผู้ชนะประมูล ก่อนที่เขาจะถูกผลักดันให้ก้าวหน้าเติบใหญ่ต่อในฐานะอธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) กรมเกรด A+ ที่คุมฐานรากกำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศในปี 2569

แม้เจ้าตัวจะแก้ต่างว่าตนย้ายไปเป็นอธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาจริง แต่ในฐานะคนวางกรอบและเลือกคู่สัญญา ย่อมยากที่จะปฏิเสธข้อกังขาจากการตั้งคำถามของคนทั้งประเทศ

ส่วน“นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล”อธิบดี สถ.คนถัดมา ก็ถือเป็นข้าราชการสายใต้ที่เติบโตอย่างน่าอัศจรรย์ หลังนั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานีไม่ถึงปี ก็ส้มหล่นก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นอธิบดี สถ. ต่อจากนายนฤชา
นายธีรุตม์ คือผู้ลงนามในสัญญาจ้าง มศว. และคุมกระบวนการจนจัดสอบเสร็จสิ้น แม้ล่าสุดเขาจะถูกคำสั่งเด้งฟ้าผ่า และพยายามออกตัวผ่านสื่อว่า “ตนมารับตำแหน่งช่วงท้าย ไม่รู้จัก ผอ.พิชิต ตัวการโกง และตอนสอบก็หนีไปสั่งงานน้ำท่วมที่หาดใหญ่” ก็ตามที

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สังคมจะตั้งคำถามเอากับ “2 อธิบดี” เพราะการเกิดอภิมหาทุจริตที่ล็อคโควตาเก้าอี้ว่างล่วงหน้าถึง 2,000 - 3,000 อัตราย่อมไม่อาจทำได้เพียงลำพัง หากแต่จะต้องทำเป็นขบวนการ

ยิ่งในขณะจับกุมเห็นภาพ “ข้าราชการใส่ชุดเต็มยศ” ปฏิบัติการโกงด้วยแล้ว ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขามั่นใจใน “แบ็ค” ที่อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำมากสักเพียงใด

ส่วนตัวนายอนุทินในฐานะ “นายกฯ ควบ มท.1” ต้องรับผิดชอบ ต้องไม่ใช่แค่การละคร! เพราะคดีทุจริตสอบท้องถิ่นรอบนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบการคัดเลือกบุคลากรของรัฐไทยเละเทะโดยสิ้นเชิง การปล่อยให้มีการซื้อขายตำแหน่งกึ่งสัมปทานผูกขาดตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าสู่ชีวิตราชการ ทำให้ผู้เข้าสอบนับแสนคนที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบอย่างสุจริตต้องกลายเป็นเหยื่อถูกไล่รื้อตำแหน่งใหม่

และเมื่อระบบได้ “ข้าราชการสายโกง” เข้าไป สิ่งแรกที่พวกเขาจะทำย่อมไม่ใช่การรับใช้ประชาชน แต่คือการ “ถอนทุนคืน” ไม่ต่างจากพฤติกรรมของนักการเมืองน้ำเน่า จนทำให้ประเทศชาติเสื่อมทรุดถอยหลังลงคลอง


ภาพขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและจับกุมขบวนการโกงแก้ข้อสอบ






สางปมสอบโกง ไล่ล่าคนผิด บี้คำถามจี้จุดตาย


หากต้องการเอาผิดอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงละครตบตา คณะกรรมการตรวจสอบต้องไล่บี้คำถามจี้จุดตายไปยังทุกตัวละครที่เกี่ยวข้อง

เริ่มจาก“ผอ.พิชิต”ซึ่งรับบทเป็นนายหน้าและตัวกลางภาคสนาม เขามีตำแหน่งผอ.กองยุทธศาสตร์ และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ มีรายงานว่า ผอ.พิชิต ครอบครองรถหรูแบรนด์ยุโรปหลายคัน รวมถึงทำธุรกิจส่วนตัว อาทิ บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ตั้งอยู่ที่ ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี จุดที่ถูกทลายแล้วพบหลักฐานกระทำความผิดเพียบ

คำถามคือข้าราชการระดับ “ผู้อำนวยการกอง” ในเทศบาลต่างจังหวัด มีศักยภาพและบารมีจากไหนในการเดินสายรวบรวมรายชื่อผู้ซื้อตำแหน่งกว่า 9,000 รายทั่วประเทศ? หากไม่มี “ใบเบิกทาง” หรือข้อตกลงโควตาระดับบิ๊กจากส่วนกลาง ใครจะกล้าจ่ายเงินหลักแสนให้? และเอา “ไฟล์คำเฉลยข้อสอบลับทั้ง 87 ชุด” มาจากมือใครใน มศว.?

ต่อมาคือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒหน่วยงานกลางผู้จัดสอบ คำถามคือในเมื่อ TOR ระบุว่า “คำเฉลยข้อสอบ 87 ชุด” เป็นความลับขั้นสูงสุดที่ มศว. ถือครองอยู่ฝ่ายเดียว ตรงนี้ มหาวิทยาลัยต้องชี้แจงให้สิ้นกระแสความว่า มีอะไรผิดปกติหรือไม่อย่างไร ระบบมีปัญหาที่ตรงไหน มี “หนอนบ่อนไส้” หรือไม่ อย่างไร?

ส่วนต้นตอของเรื่องคือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ. ) มีคำถามถึง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดี และนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีคนปัจจุบัน ว่าไฉนจึงปล่อยให้เกิดการล็อกสเปกได้

สำหรับนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ปลัด มท. มีคำถามว่า เส้นตาย “7 วันอันตราย” ที่ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จะเป็นการสอบเพื่อ “หาแพะ/หาคนบูชายัญ” มาปิดจ๊อบหรือไม่? กระทรวงมหาดไทยจะกล้าสั่ง “ยกเลิกผลสอบล็อตที่โกงทั้งหมด และเพิกถอนสิทธิ์ย้อนหลัง” ตามแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด (อบ.255/2565) เพื่อคืนความยุติธรรมให้เด็กที่สอบด้วยความรู้ตัวเองในบัญชีสำรองอย่างเป็นรูปธรรม หรือจะปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปตามระเบียบราชการ?

ฟากฝั่งนักการเมือง ที่มีการชี้เป้ามายัง“นายเดชอิศม์ ขาวทอง” อดีต รมช.มท. ที่คุม สถ. ช่วงการจัดสอบตั้งไข่ ซึ่งออกมาแถลงข่าวตัดตอนเชิงเวลาว่า มศว. ชนะประมูลก่อนตนรับตำแหน่ง 4 วัน ก็ยังคงต้องรอผลแห่งนี้จนกว่าจะสิ้นกระแสความ

และบิ๊กเบิ้มสุดคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มท. และหัวหน้าค่ายสีน้ำเงิน ที่เล่นบทบาท “พระเอกผู้ปราบโกง” และคำสั่ง “ฟรีแฮนด์” ที่โชว์ต่อสื่อ แท้จริงแล้วคือกลลวงสลับไพ่เพื่อ ลอยแพข้าราชการประจำ ตัดตอนฝ่ายการเมือง และเบนกระแสสังคมช่วย “ลูกเทพ” - นายไชยชนก ชิดชอบ จากคดี TH AI ใช่หรือไม่?

หากพรรคภูมิใจไทยจริงใจในการปราบโกง เหตุใดระบบอุปถัมภ์ซื้อขายตำแหน่งถึงเบ่งบานและสร้างความเสียหายสูงสุดในยุคที่นายอนุทิน คุมกระทรวงมหาดไทย เบ็ดเสร็จ?

โรดแมป 3 เส้นทางสืบสวน ล้างบางวงจรปีศาจ

สำหรับเส้นทางการสืบสาวเอาผิดอย่างจริงจังเพื่อล้างบาง “วงจรปีศาจมหาดไทย” การสืบสวนของ ป.ป.ช. และตำรวจ ต้องเดินตามโรดแมป 3 เส้นทางนี้ โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

เส้นทางที่ 1 นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics) ต้องทำการกู้คืน Log File จากเซิร์ฟเวอร์หลักของ มศว. และคอมพิวเตอร์ของกลาง 18 ชุด เพื่อดูรหัสผู้ใช้งาน (User ID) และเวลาที่มีการแก้ไขคะแนน เพื่อแยกแยะ “คนโกง” ออกจาก “คนสุจริต” อย่างชัดเจน ไม่เปิดช่องให้มีการวิ่งเต้นล้มคดี

เส้นทางที่ 2 พิสูจน์คลิปเสียงมรณะ ป.ป.ช. ต้องนำคลิปเสียงแฉโควตาส่งเงินให้ รมช. ไปเข้ากระบวนการพิสูจน์คลื่นเสียงเปรียบเทียบกับนักการเมืองกลุ่มเป้าหมาย หากพบความเชื่อมโยง ต้องดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 149 (เรียกรับผลประโยชน์) และส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทันที

เส้นทางที่ 3 แกะรอยเส้นทางการเงินของ ปปง. ต้องไล่เช็กบัญชีธนาคารของบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด บัญชีของ ผอ.พิชิต และบัญชีม้าของเครือข่ายติวเตอร์ทั้งหมด ว่าเม็ดเงินหลายร้อยล้านที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วงจัดสอบ ถูกโอนทอดต่อไปยังบัญชีเครือญาติหรือท่อน้ำเลี้ยงของนักการเมืองค่ายใด

หากเส้นทางการสืบสวนหยุดลงแค่การไล่ออก ผอ.พิชิต, ย้ายอธิบดี สถ. และปรับเงิน มศว. ก็เท่ากับว่านี่เป็นเพียง “ละครลิงตบตาประชาชน” ตราบใดที่ไม่กล้าลากคอมาเฟียสายการเมืองที่อยู่ปลายทางของเส้นเงินออกมารับโทษ วงจรปีศาจซื้อขายตำแหน่งก็พร้อมจะฟื้นคืนชีพกลับมาทำลายระบบราชการไทยให้ย่อยยับต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด!

**************************************************************
ไทม์ไลน์ ทลายกลโกงสอบท้องถิ่น

จุดเริ่มต้น คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มีมติให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดซื้อจัดจ้างจ้างเหมา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เป็นคู่สัญญา ดำเนินการจัดสอบตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ (ออกข้อสอบ ตรวจผล ประมวลผล เก็บรักษา)

7 ธันวาคม 2568 (วันจัดสอบ) เปิดสอบแข่งขันทั่วประเทศรวม 87 ตำแหน่ง 6,669 อัตรา มีผู้สมัครสอบล้นหลามกว่า 430,000 คน

กุมภาพันธ์ 2569 (ประกาศผลสอบ) ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่าน จนนำไปสู่การร้องเรียนจากผู้สอบเนื่องจากพบความผิดปกติของคะแนน ตร.บก.ปปป. และ ป.ป.ช. จึงเริ่มแกะรอย

21-22 มิถุนายน 2569 (บุกทลายรังโกง) เจ้าหน้าที่นำหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจสอบ บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด (แจ้งทำธุรกิจอสังหาฯ แต่รายได้งบการเงินปี 68 มีเพียง 9,672 บาท) ย่าน ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

สิ่งที่เป็นหลักฐานมัดแน่น พบคนในบ้าน 10 กว่าคน (ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ) กำลังใช้คอมพิวเตอร์ 18 ชุด นำภาพกระดาษคำตอบที่สแกนจากไฟล์ดิจิทัล PDF มาคีย์แก้ไขคะแนนให้ตรงกับรายชื่อคนที่จ่ายเงิน เพื่อส่งกลับไปเปลี่ยนกับตัวจริงที่หน่วยงานต้นขั้ว

ส่วนของกลาง พบรายชื่อเอี่ยวทุจริตกว่า 9,000 ราย (รวมตัวจริง-ตัวสำรอง) และพบสำเนากระดาษคำตอบที่แก้เสร็จแล้ว 2,000 ราย จากทั้งหมด 3,000 ราย

บ้านหลังดังกล่าวมี นายพิชิตเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งมีชื่อตรงกับ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์

กระบวนการนี้ไม่ใช่การรู้ข้อสอบล่วงหน้า แต่คือ "การล็อคตำแหน่งไว้แล้วล่วงหน้า" แล้วตามแก้กระดาษคำตอบทีหลังด้วยเงิน

ตำแหน่งทั่วไป: เรียกรับเงิน 350,000 บาท

ตำแหน่งแข่งขันสูง/เฉพาะเจาะจง: เรียกรับเงิน 700,000 - 800,000 บาท

เทียบกับเงินเดือนแรกเข้าเพียง 15,000 บาท จนทำให้นายกฯ อนุทิน ถึงกับลั่นว่า "อ่านแล้วจะเป็นลม"

แต่ถ้าหากคำนวณถึงความคุ้มค่าแล้ว นี่คือการซื้ออนาคตของอาชีพข้าราชการที่มั่นคง มีรายได้ประจำแม้เริ่มต้นจะยังไม่มากนัก แต่เมื่อเป็น “ข้าราชการสายโกง” แล้วย่อมหาทางถอนทุนได้ไม่ยาก ยิ่งหากมีลีลาพลิ้วเข้าถึงผู้ใหญ่ผู้ใหญ่อนาคตก็รุ่งขึ้นตำแหน่งสูงไว ไม่นับค่าน้ำร้อนน้ำชาที่มีมาติดปลายนวมจากการอำนวยความสะดวกเป็นกรณีพิเศษ และไม่เพียงผลประโยชน์ที่ได้เฉพาะตัวแต่ยังเอื้ออาทรไปถึงครอบครัวหากเจ็บป่วยก็ใช้สิทธิข้าราชการเบิกจ่ายกันบานฉ่ำ

นี่ขนาดเพียงแค่ตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่นตัวเล็กตัวน้อยยังสะพัดกว่า 4,500 ล้านบาท ถ้านักการเมืองระดับชาติที่จ่ายเงินมหาศาลเพื่อเข้าไปเสวยอำนาจรัฐ... พวกเขาจะเข้ามาถอนทุนคืนจากงบประมาณแผ่นดินขนาดยักษ์พินาศวายวอดขนาดไหน!.