มติท่วมท้นผ่านร่างโอนงบประมาณ แต่รัฐบาลแผลเต็มหลัง ฝ่ายค้านรุมสับยับ ชี้ไร้ภาวะผู้นำ จัดลำดับความสำคัญพลาด เหมือนเด็กเล่นขายของ ไม่สามารถแก้วิกฤตเศรษฐกิจได้จริง
แม้สภาผู้แทนราษฎรจะมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 อย่างท่วมท้นถึง 462 คะแนน แต่ตลอดการอภิปรายทั้งวันเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน จะเห็นได้ว่าการอภิปรายของฝ่ายค้านได้ขยายแผลการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ชัดเจนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า งบประมาณที่ถูกตัดส่วนใหญ่ 93% เป็นงบรายจ่ายลงทุน หากปล่อยงบดังกล่าวกว่า 9,000 ล้านบาทหมุนเวียนในเศรษฐกิจ จะทำให้มีตัวคูณทางเศรษฐกิจสูงกว่านำไปแจก หรือทำโครงการไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลไม่ได้จริงจังกับการจัดลำดับความสำคัญ รัฐบาลอ้างจะนำเงินไว้รองรับภัยพิบัติในอนาคต แต่กลับตัดงบแผนบูรณาการจัดการทรัพยากรน้ำ 1,033 ล้านบาท รวมถึงตัดงบรายจ่ายลงทุน แทนที่จะตัดรายจ่ายประจำ รู้สึกงงว่า รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญหรือไม่ หรือแค่ดึงในส่วนที่ดึงได้ แต่ไม่แตะรายจ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นความไม่มีภาวะผู้นำประเทศ ไม่จัดลำดับความสำคัญเมื่อเจอวิกฤต
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเน้นไปที่รายละเอียดในร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณ เหมือนเด็กเล่นขายของมากกว่าการทำงานบริหารการคลังของประเทศ จนกลายเป็นพ.ร.บ.เป็ดง่อย เนื่องจากไม่สามารถเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลนำเงินภาษีไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ตามเจตนารมณ์ จากเดิมที่คิดว่า จะโอนงบได้ 1 แสนล้านบาท และออกพ.ร.บ.ฉบับนี้ตั้งแต่เดือน เมษายน แต่สุดท้ายเหลือการโอนงบประมาณเพียง 10,300 ล้านบาท ซึ่งไม่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ หากเทียบกับการโอนงบช่วงโควิดของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่โอนงบได้ถึง 8 หมื่นล้านบาท
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า แม้จะเห็นด้วยในหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว แต่รู้สึกผิดหวังกับการดำเนินการของรัฐบาล เนื่องจาก การใช้พ.ร.บ.โอนงบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่สุดท้ายจากที่จะโอนงบ 1 แสนล้านบาท เหลือแค่ 1 หมื่นล้านบาท และแทบไม่เห็นการสั่งการให้หน่วยงานรัฐทบทวนการใช้งบประมาณอย่างจริงจัง แค่บอกว่า ถ้าโครงการใดยังไม่เซ็นสัญญา ให้โอนงบกลับมา ซึ่งเหมือนส่งสัญญาณให้หน่วยงานรัฐเร่งเบิกจ่ายการใช้งบประมาณ งบที่โอนได้แค่นี้ ไม่มีความหมายแก้วิกฤติ รัฐบาลไม่พร้อมบริหารสถานการณ์วิกฤติ อยากโอนงบให้ได้น้อย ๆ เพื่อให้กู้เงินได้มาก ๆ หวังผลทางการเมืองในอนาคตหรือไม่
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ชี้แจงในภาพรวมว่า รัฐบาลต้องบริหารจัดการทุกอย่างบนงบประมาณที่มีจำกัดภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่ต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาสมดุลทั้งหมด หลายคนไปเอาข่าวมาว่า จะโอนงบ 1 แสนล้านบาท ทั้งที่โครงการที่ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเลย เหลืออยู่ไม่มาก ทำให้โอนงบได้แค่ 1 หมื่นล้านบาท จึงรู้สึกเสียใจที่ทุกคนมองว่า การคลังยอมการเมือง ไม่ให้ความสำคัญวินัยการเงินการคลัง อย่างไรก็ตาม ถึงส.ส.จะไม่เชื่อในการทำงานของตนเอง แต่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินระดับโลก (มูดีส์) ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากติดลบเป็นมีเสถียรภาพ นี่คือข้อเท็จจริงจากการรักษาวินัยการเงินการคลังคู่กับการดูแลเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการแล้ว จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญครั้งแรกในวันที่ 26 มิถุนายน และจะจัดทำรายงานการพิจารณาเพื่อส่งกลับไปมายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ลงมติเป็นรายมาตราในวาระที่ 2 และเห็นชอบในวาระที่ 3 ในวันที่ 2 กรกฎาคม ต่อไป

