เมืองไทย 360 องศา
ตอนนี้หากพิจารณากันถึงกรณีบรรดา “ลูกเทพ” หรือในความหมายอีกแบบหนึ่งคือ เป็น “ตัวแทน” ของ บ้านใหญ่ หรือ “ขาใหญ่” ในพรรคภูมิใจไทย ส่งเข้ามาเป็นรัฐมนตรี มีทั้งระดับรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ แล้วแต่ว่าจะมี “แบ็ก” ใหญ่ระดับไหน แม้ว่าหลายคนในเวลานี้กำลังถูกมองว่า “มือไม่ถึง” บางคนน่าจะเป็นได้แค่ระดับ “เลขาฯ” รัฐมนตรี เท่านั้น เพราะไม่ว่าจะพิจารณาด้วยผลงาน และแนวทางการบริหารงานล้วนแล้วแต่ไม่น่าประทับใจ หรือหากพูดแบบบ้านๆ ไม่เกรงใจก็คือ “ไม่ได้เรื่อง” นั่นแหละ
อย่างที่เห็นคือ บรรดารัฐมนตรีที่ถูกเรียกว่า “ลูกเทพ” เหล่านั้น แทบทุกคน ไม่มีคนรู้จัก แม้ว่าจะพยายามเค้นออกมาเพียงใดก็ตาม บางครั้งการเดินทางลงพื้นที่ ที่บอกว่าลงไปตรวจราชการ ก็จะยกขบวนกันไปเป็น “โขยง” บางครั้งถึงกับยกกันไปทั้งกระทรวง เพื่อไปฟังบรรยายสรุปจากข้าราชการที่ท่องโน๊ตออกมาให้อ่านกันเรียงตัว
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง รัฐมนตรี “ลูกเทพ” ที่มีชื่อเป็นที่จดจำ ก็ใช่ว่าจะออกมาในทางบวกหรือมีผลงาน ก็หาใช่ไม่ เพราะที่จดจำได้เป็นเพราะตกเป็นข่าวถูกวิจารณ์ในทางถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องความโปร่งใส เหมือนกรณีของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ว่าจะเป็นการเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และพาสชั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการ อาจจะไม่ใช่ด้วยประสบการณ์ หรือความเชี่ยวชาญใดๆ แต่อาจเป็นเพราะ เขาเป็นลูกชายของ นายเนวิน ชิดชอบ ที่ถูกเรียกว่าเป็น “ครูใหญ่” ของพรรคเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับรัฐมนตรีคนอื่นของครอบครัว “ชิดชอบ” ก่อนหน้านี้ที่ถูกมองว่าเป็นคนในครอบครัว หรือแม้แต่ตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ก็ล้วนมาจาก “ไฟเขียว” ของ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” แห่งนี้ทั้งสิ้น
เมื่อวกกลับมาที่การ “วัดระดับลูกเทพ” ว่าใครอยู่ในเกรดระดับไหน ก็ต้องมาพิจารณากันถึงสิ่งที่เรียกว่า “ชั้นป้องกัน” ว่าเข้มข้นหรือเข้มงวดขนาดไหน ขณะที่ในสภาก็ต้องมี “องครักษ์” พิทักษ์กันแบบไม่ให้แตะต้อง ปิดกั้นไม่ให้มีการพูดถึง ไม่เปิดโอกาสให้พูดพาดพิงเปิดโปงเป็นอันขาด
เหมือนที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุดระหว่างการอภิปราย ร่าง พระราชบัญญัติโอนงบฯ ที่ น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พรรคไทยภักดี พยายามอภิปรายความไม่ชอบมาพากลโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,645 ล้านบาท ของ กระทรวงดิจิทัลฯ แต่กลับถูกเบรก ถูกประท้วงจนวุ่นวายจาก ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และในที่สุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร คือ นายโสภณ ซารัมย์ ก็สั่งปิดไมค์ห้ามพูด โดยอ้างว่าให้รอไปอภิปรายตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันหน้า
มีรายงานว่า ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 25 มิถุนายน ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.. ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ วงเงิน 10,328 ล้านบาท
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้อภิปรายถึงรายละเอียดเชิงลึกของโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) วงเงิน 1,645 ล้านบาท ที่ส่อว่าไม่โปร่งใส เอื้อประโยชน์ ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าราคากลางของโครงการดังกล่าวมีบริษัทเอกชนเข้าร่วมในการเสนอ 2 บริษัท คือ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ บริษัทยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมี 3 บริษัทเข้าร่วมประมูล ซึ่งบริษัทยูไนเต็ดฯ ได้เข้าร่วมประมูลโครงการดังกล่าวด้วย แต่บริษัทที่ชนะประมูล คือ กิจการร่วมค้าทีเอช ที่เสนอราคา 1,621 ล้านบาท และได้ทำสัญญาจ้างแล้ว อย่างไรก็ดีจากที่ตนตรวจสอบพบบริษัทที่เข้าร่วมประมูล 1 รายมีที่ตั้งเป็นบ้านพักอาศัย มีที่จอดรถเพียง 1 คัน แต่กลับเข้าร่วมประมูลโครงการขนาดพันล้านบาทได้
นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับกิจการร่วมค้าทีเอช มี 2 องค์กรหลัก คือ บริษัท เทิร์นคีย์ที่มีชื่อเป็นบริษัทที่ร่วมสืบราคากลาง และ บริษัทฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด หลังจากเกิดกระแสวิจารณ์ ปลัดกระทรวงดีอีได้ทำประชาพิจารณ์ พบว่าตัวแทนของกิจการร่วมค่าทีเอชได้เข้าร่วมชี้แจง ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทฮิวแมน และเคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและพันธมิตรธุรกิจบริษัทแพลน บี
“ผมอยากให้ทำความรู้จักกับบริษัทฮิวแมน ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่ชนะประมูล พบการถือหุ้นของนาย ป.ปลา ที่ถือหุ้นในบริษัทแพลนบี เป็นอันดับสอง 23.82% คิดเป็น 1,095 ล้านหุ้น และขณะนี้เป็นเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทแพลนบี และ นาย พ.พานที่ถือหุ้นในบริษัทแพลนบี 1.64% คิดเป็น 5.3หมื่นหุ้น และที่สำคัญบริษัทฮิวแมน สำนักงานตั้งอยู่ที่บริษัทแพลนบี ถนเพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งทำให้เห็นว่าบริษัทที่ชนะประมูลมีความเกี่ยวเนื่องและเกี่ยวข้องกับบริษัทแพลนบี” นพ.วรงค์ อภิปรายตอนหนึ่ง
อย่างไรก็ดี การอภิปรายของ นพ.วรงค์ ไม่ได้ราบรื่น เนื่องจากไปพาดพิงถึง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงดีอี และมีสถานะเป็น “ลูกชาย” ของ นายเนวิน ชิดชอบ “ครูใหญ่” ของพรรคภูมิใจไทย
เพราะในระหว่างนั้นมีบรรดา “องครักษ์” ที่เป็น สส.พรรคภูมิใจไทยลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะ ทั้งเป็นสกัดกั้นการอภิปราย และยังเป็นเทคนิคทำลายจังหวะของผู้อภิปราย และเป็นทุกครั้งที่ นพ.วรงค์ พูดถึงโครงการ TH-AI passport ก็จะมีการประท้วง ทำให้นายโสภณ กล่าวว่า ตนฟังการอภิปรายอยู่ เรื่องรายละเอียดเอาไว้อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตอนนี้พูดในหลักการก่อน
แม้ว่าในที่สุด “หมอวรงค์” จะประกาศว่า ในวันที่ 26 มิถุนายน เวลาบ่าย เขาจะเดินทางไปยื่นหลักฐานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบโครงการดังกล่าว เนื่องจากได้เห็นข้อพิรุธมากมาย
แม้ว่าในทางดำเนินการตรวจสอบโครงการ TH-AI passport ของกระทรวงดีอี จะต้องดำเนินการต่อไป แต่ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากการทำหน้าที่รัฐมนตรีของบรรดา “ลูกเทพ” ทั้งหลาย ยังมีข้อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างในชื่อชั้นและระดับของแต่ละคนว่าเป็นเช่นไร และสำหรับ นายไชยชนก ชิดชอบ นาทีนี้ย่อมรับรู้กันแล้วว่า “ลูกข้าใครอย่าแตะ” เหมือนกับที่เกิดขึ้นระหว่างการอภิปรายในสภาในวันนี้ แต่ขณะเดียวกันเมื่อยิ่งห้ามมันก็เหมือนกับยิ่งมีแรงดึงดูดให้ยิ่งอยากรู้อยากเห็น ยิ่งต้องตรวจสอบ เพียงแต่ว่าจะรับไหวหรือไม่เท่านั้นเอง !!

