MGR Online - ดร.ธนกฤต พาเหยื่อสาวยื่นขอคุ้มครองความปลอดภัย กระทรวงยุติธรรม หลังถูกอดีตแฟนหนุ่มคบ 6 เดือน ทำร้าย-กักขัง ใช้มีดแทง กรีดข้อมือ ตามคุกคามไม่หยุด
จากกรณีมีหญิงสาวรายหนึ่ง อายุ 29 ปี (ผู้เสียหาย) เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับ ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หลังอ้างว่าถูกแฟนหนุ่มซึ่งคบหาดูใจกันมานานประมาณ 6 เดือน ก่อเหตุทำร้ายร่างกายอย่างต่อเนื่อง โดยในคืนเกิดเหตุผู้เสียหายถูกทุบตีตั้งแต่เวลาประมาณเที่ยงคืนจนถึง 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ก่อนจะถูกกักขังอยู่ภายในบ้านนาน 2 วัน ไม่สามารถออกไปขอความช่วยเหลือได้ โดยผู้เสียหายถูกใช้อาวุธมีดแทงบริเวณหน้าท้อง ถูกกรีดข้อมือ และถูกอดีตแฟนโพสต์ข้อความในลักษณะข่มขู่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “พี่ชั่วได้มากกว่านี้อีก รอได้เลย” สร้างความหวาดกลัวและความกังวลต่อความปลอดภัยในชีวิต เนื่องจากยังคงถูกติดตามและข่มขู่อย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจเข้าร้องเรียนเพื่อขอความคุ้มครองและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกฎหมาย
วันนี้ (24 มิ.ย.) ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ กระทรวงยุติธรรม นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พาผู้เสียหายหญิงรายหนึ่งเข้าร้องขอความเป็นธรรม หลังถูกอดีตแฟนหนุ่มตามคุกคามและทำร้ายร่างกายอย่างต่อเนื่อง
ดร.ธนกฤต เปิดเผยว่า หลังจากผู้เสียหายไปร้องเรียนผ่านรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ทางทีมงานของรายการดังกล่าวได้ประสานข้อมูลมายังตนเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยในเบื้องต้นมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความรุนแรงภายในครอบครัว แต่เมื่อพิจารณาสถานะของทั้งสองฝ่าย พบว่าได้เลิกรากันไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงถือเป็นการใช้ความรุนแรงระหว่างอดีตคู่รัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและเกินขอบเขตอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้รับผลกระทบไม่เพียงแค่บาดแผลทางร่างกาย แต่ยังรวมถึงสภาพจิตใจ ทรัพย์สิน และการใช้ชีวิตประจำวัน โดยต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวจากการถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น และจำเป็นต้องเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ดร.ธนกฤต เผยว่า จากการตรวจสอบพบว่า ผู้เสียหายรู้จักกับฝ่ายชายชื่อเล่น “กบ” เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ก่อนที่ฝ่ายชายจะย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ภายในบ้านของผู้เสียหายเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 โดยในช่วงแรกฝ่ายชายมีพฤติกรรมที่ดี แต่หลังจากคบหากันได้เพียงไม่นาน ผู้เสียหายก็ถูกทำร้ายร่างกายเป็นครั้งแรกในช่วงเดือนมกราคม ก่อนที่ฝ่ายชายจะขอขมาและรับปากว่าจะไม่ทำอีก แต่เหตุการณ์กลับเกิดขึ้นซ้ำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จนกระทั่งครั้งล่าสุด ฝ่ายชายได้ใช้อาวุธมีดคัตเตอร์ขนาดใหญ่แทงเข้าที่บริเวณหน้าท้อง และฟันเข้าที่แขนจนได้รับบาดเจ็บ โชคดีที่แผลไม่ลึกมาก และผู้เสียหายยังมีสติร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนจะมีผู้เข้ามาช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว โดยบาดแผลที่เกิดขึ้นถือเป็นบาดแผลฉกรรจ์และยังอยู่ในอายุความที่สามารถยื่นขอรับเงินเยียวยาตามกฎหมายได้
”นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานเป็นข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในลักษณะข่มขู่ โดยมีการนำภาพวัตถุระเบิดมาโพสต์เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้เสียหาย รวมทั้งมีการบุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินภายในบ้านและตัดสายไฟ โดยภายหลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้ย้ายหนีจากจังหวัดชลบุรีไปยังจังหวัดระยอง และต่อมาย้ายไปจังหวัดสระแก้ว แต่ทุกครั้งที่ย้ายหนี ฝ่ายชายยังคงติดตามไปก่อเหตุอาละวาดและคุกคามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีไว้ในแต่ละพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว“
ดร.ธนกฤต กล่าวว่า สาเหตุที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากคดียังไม่มีความคืบหน้า ผู้เสียหายยังคงหวาดกลัวและไม่สามารถใช้ชีวิตหรือทำงานได้ตามปกติ จึงได้ประสานไปยังชุดคุ้มครองพยานของกระทรวงยุติธรรม เพื่อดูแลความปลอดภัยในเบื้องต้น รวมทั้งเตรียมดำเนินการขอรับเงินเยียวยาให้กับผู้เสียหาย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ตนได้ประสานไปยังผู้บังคับการตํารวจภูธร ภาค 2 เพื่อเร่งรัดติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี โดยคาดว่าภายในวันนี้จะมีการดำเนินการขอศาลออกหมายจับ
ขณะเดียวกัน ผู้เสียหายยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภายหลังถูกทำร้ายร่างกาย ยังถูกฝ่ายชายบังคับข่มขืนโดยไม่ได้ยินยอม ซึ่งในส่วนนี้ ดร.ธนกฤต ระบุว่า จะพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มเติมในข้อหาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมและความคุ้มครองตามกระบวนการกฎหมายต่อไป
ในขณะที่ ”ผู้เสียหาย“ เปิดเผยว่า ตนรู้จักกับฝ่ายชายและพูดคุยกันมาได้ประมาณ 2-3 เดือน ก่อนจะเริ่มคบหากันอย่างจริงจังในช่วงเดือนธันวาคม 2568 โดยในวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ได้มีบริษัทไฟแนนซ์มาติดตามรถยนต์ของฝ่ายชายถึงบ้านพัก ทำให้ฝ่ายชายขอยืมเงินจำนวน 100,000 บาท แต่ตนมีเงินไม่เพียงพอ จึงให้ยืมไปจำนวน 80,000 บาท โดยฝ่ายชายรับปากว่าจะนำเงินมาคืนให้หลังเงินเดือนออก แต่จนถึงปัจจุบันตนยังไม่ได้รับเงินคืนแต่อย่างใด เนื่องจากฝ่ายชายอ้างว่าบริษัทต้นสังกัดไม่จ่ายเงินให้ เนื่องจากได้ลาออกจากงานแล้ว
จากนั้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ฝ่ายชายได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านพักของตน ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มมีปัญหาทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุด โดยฝ่ายชายได้ลงมือทำร้ายร่างกายตนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 00.30 น. จนถึงเวลา 06.00 น. และกักขังตนไว้ภายในบ้านตั้งแต่วันเสาร์จนถึงวันจันทร์
ผู้เสียหาย เล่าว่า หลังจากตนถูกฝ่ายชายทำร้ายร่างกาย และกักขังไว้ภายในบ้านหลายวัน ตนได้ออกอุบายกับฝ่ายชายว่า จำเป็นต้องออกไปทำงาน เนื่องจากหากไม่ได้ทำงานก็จะไม่มีเงินใช้ เพราะฝ่ายชายไม่มีงานทำ และต้องพึ่งพารายได้จากตนเพียงคนเดียว ทำให้ฝ่ายชายยอมขับรถไปส่งที่ทำงานตามปกติ
เมื่อเดินทางถึงที่ทำงาน ตนได้ปรึกษาเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงาน ก่อนที่เพื่อนจะพาเข้าแจ้งความที่ สภ.บ่อวิน จังหวัดชลบุรี โดยในครั้งนั้นตนเพียงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และเรียกร้องให้ฝ่ายชายคืนเงินจำนวน 50,000 บาท ซึ่งฝ่ายชายได้รับปากต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า จะทยอยคืนเงินและจะไม่กลับเข้ามายุ่งเกี่ยวกับตนอีก ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะแยกย้ายกันไป
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นประมาณ 3 วัน ผู้เสียหายได้กลับไปที่บ้านพักในจังหวัดชลบุรีเพื่อเก็บข้าวของ แต่กลับพบว่าฝ่ายชายแอบซ่อนตัวรออยู่ภายในบ้าน ก่อนจะใช้อาวุธปืนปลอมข่มขู่ให้เดินทางไปด้วยกันที่จังหวัดระยอง โดยในวันดังกล่าวไม่มีการทำร้ายร่างกาย แต่ตนถูกกักขังไว้เป็นเวลา 1 คืน กระทั่งวันรุ่งขึ้นฝ่ายชายขับรถมาส่งที่ทำงาน ทำให้ตนมีโอกาสขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน ซึ่งได้ช่วยกันเจรจาจนฝ่ายชายยอมเก็บของออกจากบ้านไปโดยไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น
ต่อมา ประมาณวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ฝ่ายชายได้กลับมาหาตนอีกครั้ง พร้อมใช้อาวุธปืนปลอมข่มขู่ให้กลับไปคืนดีกัน โดยระหว่างทางได้พูดในลักษณะข่มขู่ว่า “พร้อมจะฆ่าตน หากไม่ยอมกลับไปหา และไม่เกรงกลัวแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ” โดย ณ ตอนนั้น ตนอาศัยจังหวะที่ฝ่ายชายจอดรถ หลบหนีออกไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านในละแวกดังกล่าว ก่อนจะมีผู้พาไปแจ้งความที่ สภ.ปลวกแดง จังหวัดระยอง ซึ่งในครั้งนั้นฝ่ายชายถูกดำเนินคดี ถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 1 วัน และถูกเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 10,000 บาท
ผู้เสียหาย เล่าต่อว่า แม้จะคิดว่าเรื่องราวน่าจะจบลงแล้ว แต่ฝ่ายชายยังคงเฝ้าติดตามและแอบดูความเคลื่อนไหวในการทำงานอยู่ตลอด จนทำให้ตนรู้สึกไม่ปลอดภัย จนกระทั่งวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ฝ่ายชายได้สะกดรอยตามและแอบซ่อนตัวอยู่ภายในรถยนต์ของตน เนื่องจากตนลืมล็อกรถ ก่อนจะใช้อาวุธมีดคัตเตอร์ข่มขู่ให้ตนไปด้วยกัน เมื่อตนพยายามขัดขืน โดยการจับรั้วบ้านไว้ ฝ่ายชายได้พยายามใช้มีดแทงเข้าที่บริเวณหน้าท้อง แต่ใบมีดเกิดหักเสียก่อน จึงทำให้ฝ่ายชายใช้ส่วนที่เหลือกรีดเข้าที่ข้อมือของตนและพยายามลากขึ้นรถ โชคดีที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพบเห็นเหตุการณ์และเข้าช่วยเหลือได้ทัน พร้อมประสานรถกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาล ส่วนฝ่ายชายได้ขับรถหลบหนีไป ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.ปลวกแดง
เนื่องจากรู้สึกไม่ปลอดภัย ตนจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปพักอาศัยกับครอบครัวที่จังหวัดสระแก้ว แต่ในช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. ของวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ฝ่ายชายได้ขับรถเข้ามาจอดภายในซอยบ้านพัก ด้วยความกลัว พ่อแม่ของตนจึงประสานผู้ใหญ่บ้านให้เข้ามาช่วยเหลือ แต่เนื่องจากในขณะนั้นฝ่ายชายยังไม่ได้ก่อเหตุและยังไม่มีหมายจับ จึงทำได้เพียงตักเตือนก่อนปล่อยตัวไป
ต่อมาในช่วงเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันที่ 7 มิถุนายน ฝ่ายชายได้ย้อนกลับมาก่อเหตุทุบรถยนต์ที่จอดอยู่ภายในบ้านจนได้รับความเสียหาย พร้อมข่มขู่ผู้เสียหายว่า “เดี๋ยวจะได้เจอกัน ไม่ได้มีแค่นี้” ทำให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.คลองหาด จังหวัดสระแก้ว
นอกจากนี้ ในวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ฝ่ายชายยังเดินทางกลับไปยังบ้านพักของผู้เสียหายในจังหวัดชลบุรี และก่อเหตุทุบกระจกหน้าบ้าน ตัดสายไฟเครื่องใช้ไฟฟ้า ทุบปั๊มน้ำ กรีดที่นอน และตัดผ้าม่าน จนได้รับความเสียหาย ซึ่งผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะย้ายไปพักอาศัยกับญาติในต่างจังหวัด
อย่างไรก็ตาม แม้จะย้ายที่พักหลายครั้ง แต่ฝ่ายชายยังคงโพสต์ข้อความในลักษณะยั่วยุและคุกคามผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ตนรู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน จึงได้เข้าแจ้งความเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา และตัดสินใจเข้าร้องขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความคุ้มครองในที่สุด
ด้าน นางสาวจิฬาภรณ์ ตามชู กฤษณสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา เปิดเผยว่า ในกรณีนี้ผู้เสียหายควรได้รับการเยียวยาในส่วนของบาดแผลและความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยสามารถขอรับค่ารักษาพยาบาลได้ไม่เกิน 80,000 บาท ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจไม่เกิน 50,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการที่ต้องหยุดงานเพื่อรักษาตัว เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และค่าเสียหายอื่น ๆ ไม่เกิน 100,000 บาท
ทั้งนี้ หากผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ จะได้รับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการกระทำความผิด
นอกจากนี้ ในส่วนของการถูกข่มขู่และคุกคาม กระทรวงยุติธรรมจะดำเนินการจัดชุดคุ้มครองพยานเข้าดูแลความปลอดภัยของผู้เสียหาย โดยในเบื้องต้นจะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้ามาดูแล ระหว่างรอการอนุมัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยาน พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย หากมีความจำเป็นต้องดำเนินคดีเพิ่มเติม รวมถึงติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดต่อไป

