วุฒิสภาสหรัฐฯในวันอังคาร(23มิ.ย.) ลงมติสนับสนุนญัตติที่สั่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระงับปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้ง 2 สภา ผ่านญัตติที่บัญชาผู้นำอเมริการายหนึ่งๆ ให้ถอนตัวจากการสู้รบ อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวนี้เป็นเพียงแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมา สภาคองเกรสล้มเหลวมาตลอดในความพยายามยุติปฏิบัติการโจมตีของทรัมป์ ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากพวกเขา
รายงานข่าวระบุว่า วุฒิสภาลงคะแนน 50 เสียง ต่อ 48 เสียง เห็นชอบมติเรื่องอำนาจในการทำสงคราม ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฏรไปเมื่อช่วงกลางเดือน สะท้อนความกังวลมากขึ้นเรื่อยในสมาชิกบางส่วนในพรรครีพับลิกันของทรัมป์ เกี่ยวกับสงครามอันไม่เป็นที่นิยม ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
ถือเป็นครั้งแรกที่สมาชิกของทั้ง 2 สภาในสภาคองเกรส ที่ผ่านญัตติหนึ่งๆที่สั่งการให้ประธานาธิบดีรายหนึ่งๆถอนตัวจากการสู้รบ ตามที่ระบุไว้ในมติอำนาจสงครามปี 1973 ซึ่งเป็นที่เรียกขานกันทั่วไปว่า "กฎหมายอำนาจในการทำสงคราม"
แม้ดูเหมือนว่ามันเป็นการลงมติในเชิงสัญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่ แค่ผลการลงคะแนนถือเป็นความพ่ายแพ้อย่างชัดเจนสำหรับทรัมป์ ซึ่งเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ยังคงได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรีพับลิกันในสภาคองเกรสอย่างเต็มกำลัง ในขณะที่พรรครีพับลิกันของเขา ครองเสียงข้างมากแบบฉิวเฉียดทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฏร
ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการลงมติครั้งนี้จะส่งผลกระทบกับความขัดแย้งอย่างไร เนื่องจากในปัจจุบัน รัฐบาลของทรรัมป์กำลังดำเนินการเจรจาต่อรองข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน
ภายใต้กฎหมายอำนาจทำสงคราม ญัตตินี้ไม่จำเป็นต้องส่งไปยังทำเนียบขาวเพื่อให้ทรัมป์ลงนาม อย่างไรก็ตามทำเนียบขาวยืนกรานว่ากฎหมายดังกล่าวไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่มีผลผูกพันใดๆ
พวกผู้เชี่ยวชาญ มองว่าเรื่องนี้ยังคงมีประเด็นทางกฎหมายที่ถกเถียงกันอยู่ และมีแนวโน้มที่จะต้องไปหาทางออกกันในศาล
ตามกฎหมายอำนาจทำสงครามปี 1973 ประธานาธิบดีจำเป็นต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรสภายใน 60 วัน นับตั้งแต่นำกองกำลังสหรัฐฯเข้าสู่สมรภูมิรบ แต่ฝ่ายบริหารของทั้ง 2 พรรคโต้แย้งกันเกี่ยวกับการตีความการบังคับใช้กฎหมาย
ทำเนียบขาวอ้างว่าญัตติที่หาทางควบคุมอำนาจของทรัมป์ ในการทำสงครามในอิหร่าน ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และบอกว่าความขัดแย้งได้จบลงไปแล้ว ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายน ตามคำสั่งของทรัมป์ นอกจากนี้ยังเตือนว่าการจำกัดอำนาจของประธานาธิบดี อาจทำให้อำนาจการต่อรองของวอชิงตันอ่อนแอลง ในระหว่างที่คณะผู้แทนเจรจากำลังหาทางปลดล็อคข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับอิหร่าน
อย่างไรก็ตามพรรคเดโมแครตและสมาชิกรีพับลิกันบางส่วน บอกว่าการสู้รบยังคงเดินหน้าเลยไปไกลกว่าเส้นตายทางกฎหมาย และ ทรัมป์ ส่งเสียงข่มขู่ซ้ำๆเกี่ยวกับการกลับมาโจมตีรอบใหม่
ขณะเดียวกันผลโหวตยังสะท้อนถึงความไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆในสภาคองเกรส เกี่ยวกับต้นทุนในการทำสงคราม ซึ่งก่อความปั่นป่วนบนเส้นทางการค้า ผลักราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูง และซ้ำเติมความตึงเครียดแก่บรรดาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ที่มีความกังวลอยู่ก่อนแล้วเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอมจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายน
การทูตของรัฐบาลสหรัฐฯกับอิหร่าน เดินหน้าอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ที่ ทรัมป์ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น ซึ่งมีความตั้งใจระงับความขัดแย้งในภูมิภาคในวงกว้าง และกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตามประเด็นขัดแย้งหลักๆยังคงมีอยู่ โดยอิหร่านในวันอังคาร(23มิ.ย.) บอกว่าหน่วยงานเฝ้าระวังทางนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ จะไม่ได้รับอนุญาตเข้าตรวจสอบที่ตั้งทางนิวเคลียร์ ที่ถูกสหรัฐฯและอิสราเอลทิ้งบอมบ์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปฏิเสธคำกล่าวอ้างของรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ที่บอกว่าเตหะรานยินยอมให้คณะผู้ตรวจสอบเดินทางกลับเข้าไปในประเทศ
ต่อมา ทรัมป์ ยืนยันบนสื่อสังคมออนไลน์ ว่าอิหร่านตอบรับคณะตรวจสอบนิวเคลียร์ "ระดับสูงสุด"
ขณะเดียวกัน โมฮัมหมด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาของอิหร่าน กล่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซ จะไม่มีวันกลับคืนสู่การสัญจรอย่างเสรีก่อนเกิดสงคราม แม้ได้มีการจัดตั้งสายการสื่อสารขึ้นมาใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อคงการเปิดเส้นทางเดินเรืออันสำคัญยิ่งแห่งนี้
(ที่มา:รอยเตอร์ส/เอเอฟพี)

